อันดับ 10 คณะนิติศาสตร์ คณะนี้ถือว่ามาแรงมากๆ ในแอดมิชชั่นปี 53 แต่ดูเหมือนปี 54 นี้จะไม่โดนใจเด็กแอดมิชชั่นเท่าไหร่
อันดับ 9 คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มาแรงทุกปี และคะแนนก็อยู่ในระดับสูงๆ ทุกปี และจากสถิติไม่น่าเชื่อว่าจะมีน้องๆ ผู้หญิงอยากเรียนมากกว่าน้องๆ ผู้ชาย
อันดับ 8 คณะทันตแพทยศาสตร์ คณะที่เรียนจบปุ๊ปปูทางไปสู่อาชีพหมอฟันทันที และที่สำคัญเงินเดือนสูงด้วย มีคนอยากพิชิตคณะนี้เยอะมากๆ ว้าวๆๆ
อันดับ 7 คณะรัฐศาสตร์ มาแรง และมีแนวโน้มว่าจะพุ่งขึ้นเรื่อยๆ
อันดับ 6 คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี คณะนี้ผู้หญิงเรียนได้ ผู้ชายเรียนดี เป็นอีกหนึ่งคณะที่คะแนนสูง แต่หลายคนก็สมัครใจที่จะไต่ขึ้นไป แบบไม่มีกลัว !!
อันดับ 5 คณะอักษรศาสตร์ คณะนี้มีเปิดสอนอยู่ 2 ที่ในประเทศ
อันดับ 4 คณะมนุษยศาสตร์ ปีนี้ภาษาเด่นมากๆ จีน อังกฤษ เกาหลี ซึ่งทุกคนล้วนเทใจพร้อมกันว่า คณะในฝันปีนี้คือ “มนุษยศาสตร์” ค่ะ
อันดับ 3 คณะศิลปกรรมศาสตร์ ขออึ้งไป 3 วินาที คณะนี้ไม่เคยติดอันดับมาก่อนไม่ว่าจะโพลไหน แต่ปีนี้มีคนอยากเรียนเยอะมากๆ โดยเฉพาะศิลปกรรมศาสตร์ของ มศว ที่กำลังเปิดรับอยู่นั้นเอง
อันดับ 2 คณะแพทยศาสตร์ แรงดีไม่มีตก แต่คนเกรดตกอาจไม่มีสิทธิ์เรียน
อันดับ 1 คณะนิเทศศาสตร์ กรี๊ดๆๆ โพลไม่ผิดใช่ไหม ตรวจอีกทีก็ไม่ผิด คณะนิเทศศาสตร์ คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน เป็นคณะที่มีนักเรียนอยากเรียนมากที่สุด เป็นคณะในฝันของหลายๆคน และอยากเรียนมากที่สุดครับ เย้ เย้
วันพฤหัสบดีที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2553
วันพฤหัสบดีที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2553
วันวิสาขบูชา
วันวิสาขบูชา หมายถึง การบูชาในวันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 วันวิสาขบูชาเป็นวันสำคัญที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธเจ้า 3 ประการ คือ เป็นวันประสูติ ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า และปรินิพพาน
ความหมาย คำว่า "วิสาขบูชา" หมายถึงการบูชาในวันเพ็ญเดือน 6 วิสาขบูชา ย่อมาจาก " วิสา - ขบุรณมีบูชา " แปลว่า " การบูชาในวันเพ็ญเดือนวิสาขะ " ถ้าปีใดมีอธิกมาส คือ มีเดือน 8 สองหน ก็เลื่อนไปเป็นกลางเดือน 7
ความสำคัญ วันวิสาขบูชา เป็นวันสำคัญยิ่งทางพระพุทธศาสนา เพราะเป็นวันที่พระพุทธเจ้าประสูติ คือเกิด ได้ตรัสรู้ คือสำเร็จ ได้ปรินิพพาน คือ ดับ เกิดขึ้นตรงกันทั้ง 3 คราวคือ
1. เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะ ประสูติ ที่พระราชอุทยานลุมพินีวัน ระหว่างกรุงกบิลพัสดุ์กับเทวทหะ เมื่อเช้าวันศุกร์ ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 ปีจอ ก่อนพุทธศักราช 80 ปี
2. เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะตรัสรู้ เป็นพระพุทธเจ้าเมื่อพระชนมายุ 35 พรรษา ณ ใต้ร่มไม้ศรีมหาโพธิ์ ฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ตำบลอุรุเวลาเสนานิคม ในตอนเช้ามืดวันพุธ ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 ปีระกา ก่อนพุทธศักราช 45 ปี หลังจากออกผนวชได้ 6 ปี ปัจจุบันสถานที่ตรัสรู้แห่งนี้เรียกว่า พุทธคยา เป็นตำบลหนึ่งของเมืองคยา แห่งรัฐพิหารของอินเดีย
3. หลังจากตรัสรู้แล้ว ได้ประกาศพระศาสนา และโปรดเวไนยสัตว์ 45 ปี พระชนมายุได้ 80 พรรษา ก็เสด็จดับขันธปรินิพพาน เมื่อวันอังคาร ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 ปีมะเส็ง ณ สาลวโนทยาน ของมัลลกษัตริย์ เมืองกุสินารา แคว้นมัลละ (ปัจจุบันอยู่ในเมือง กุสีนคร) แคว้นอุตตรประเทศ ประเทศอินเดีย
วันศุกร์ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2553
ความเป็นมา

อันประเพณีที่จะ ทำบุญวันเกิด ขึ้นนี้เนื่องจาก พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงทำเป็นตัวอย่างตั้งแต่ยังทรงผนวช ไม่ใช่ทำอย่างจีนหรือฝรั่ง ด้วยทรงพระราชดำริเห็นว่าการมีอายุยืนมาบรรจบรอบปีครั้งหนึ่งๆ ไม่ตายไปเสียก่อนเป็นลาภอันประเสริฐ ควรยินดี เมื่อรู้สึกยินดีก็ควรจะบำเพ็ญกุศล ที่เป็นประโยชน์แก่ตนและแก่ผู้อื่น ให้สมกับที่มีน้ำใจยินดี และไม่ประมาท เพราะไม่สามารถจะรู้ได้ว่าจะอยู่ไปบรรจบรอบปีเช่นนี้อีกหรือไม่ ถึงวันเกิดปีหนึ่งเป็นที่เตือนใจครั้งหนึ่ง ให้รู้สึกว่าอายุล่วงไปต่อความตายอีกก้าวหนึ่งชั้นหนึ่ง เมื่อรู้สึกเช่นนั้น จะได้บรรเทาความมัวเมาประมาทในชีวิตเสียได้ นี้เป็นพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวซึ่งเป็นสาเหตุให้มีการทำบุญวันเกิดขึ้นเรียกว่า เฉลิมพระชนมพรรษา

การที่ทรงทำในครั้งนั้นปรากฏว่ามีการสวดมนต์เลี้ยงพระ ๑๐ รูป เป็นการน้อยๆ เงียบๆ ครั้นต่อมาก็มีเจ้านายขุนนางทำบุญวันเกิดกันชุกชุมขึ้น แต่การทำบุญเกี่ยวกับพระลดลง เป็นแค่ประชุมคนแสดงเกียรติยศให้ปรากฏว่ามีผู้นับถึอมาก ตั้งโรงครัวเลี้ยงกันไปวันยังค่ำการมหรสพก็มีละครเป็นพื้น และนำของขวัญไปให้กันมีการเลี้ยงดูกันอย่างสนุกสนานให้ศีลให้พรกัน ถ้าเป็นวันเกิดเจ้านายขุนนางชั้นผู้ใหญ่ พระเจ้าแผ่นดินก็พระราชทานพระราชหัตถเลขาให้พรด้วย พระราชทานของขวัญด้วย สมัยนั้นการทำบุญถือเป็นเกียรติใหญ่ เมื่อถึงวันเกิดของใครก็อึงคนึงเป็นการใหญ่ตั้งแต่เริ่มงานจนงานแล้ว และถือว่าถ้าไม่ไปช่วยงานวันเกิดกันแล้วเป็นไม่ดูผีกันทีเดียว

สมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อทรงผนวชเป็นสามเณรก็ทรงทำบุญวันพระราชสมภพ ตามอย่างพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว วิธีทำก็มี สวดมนต์ เลี้ยงพระและแจกสลากสิ่งของต่างๆ แก่พระสงฆ์ ทรงทำตลอดมาจนกระทั่งเสวยราชย์และทำเป็นการใหญ่เช่น หล่อพระพุทธรูปอายุ เรียกว่า “หล่อพระชนมพรรษา” ทั้งมีการตกแต่งตามชาลาพระบรมมหาราชวัง ให้เป็นการครึกครื้นสนุกสนาน ตามริมน้ำและตามถนนก็สว่างไสวไปด้วยแสงประทีปโคมชวาลา จึงได้เกิดมีการแต่งซุ้มไฟประกวดประขันกันขึ้นและมีเหรียญพระราชทานแก่ผู้แต่งซุ้มไฟเป็นรางวัล อนึ่งในวันนั้นได้มีผู้ไปลงนามถวายพระพร พระบรมวงศานุวงศ์ และข้าราชการอ่านคำถวายพระพรอันเป็นเครื่องหมายแสดงความจงรักภักดี จึงถือเป็นประเพณีเนื่องด้วยทำบุญวันเกิดมาจนปัจจุบันนี้
อันประเพณีที่จะ ทำบุญวันเกิด ขึ้นนี้เนื่องจาก พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงทำเป็นตัวอย่างตั้งแต่ยังทรงผนวช ไม่ใช่ทำอย่างจีนหรือฝรั่ง ด้วยทรงพระราชดำริเห็นว่าการมีอายุยืนมาบรรจบรอบปีครั้งหนึ่งๆ ไม่ตายไปเสียก่อนเป็นลาภอันประเสริฐ ควรยินดี เมื่อรู้สึกยินดีก็ควรจะบำเพ็ญกุศล ที่เป็นประโยชน์แก่ตนและแก่ผู้อื่น ให้สมกับที่มีน้ำใจยินดี และไม่ประมาท เพราะไม่สามารถจะรู้ได้ว่าจะอยู่ไปบรรจบรอบปีเช่นนี้อีกหรือไม่ ถึงวันเกิดปีหนึ่งเป็นที่เตือนใจครั้งหนึ่ง ให้รู้สึกว่าอายุล่วงไปต่อความตายอีกก้าวหนึ่งชั้นหนึ่ง เมื่อรู้สึกเช่นนั้น จะได้บรรเทาความมัวเมาประมาทในชีวิตเสียได้ นี้เป็นพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวซึ่งเป็นสาเหตุให้มีการทำบุญวันเกิดขึ้นเรียกว่า เฉลิมพระชนมพรรษา
การที่ทรงทำในครั้งนั้นปรากฏว่ามีการสวดมนต์เลี้ยงพระ ๑๐ รูป เป็นการน้อยๆ เงียบๆ ครั้นต่อมาก็มีเจ้านายขุนนางทำบุญวันเกิดกันชุกชุมขึ้น แต่การทำบุญเกี่ยวกับพระลดลง เป็นแค่ประชุมคนแสดงเกียรติยศให้ปรากฏว่ามีผู้นับถึอมาก ตั้งโรงครัวเลี้ยงกันไปวันยังค่ำการมหรสพก็มีละครเป็นพื้น และนำของขวัญไปให้กันมีการเลี้ยงดูกันอย่างสนุกสนานให้ศีลให้พรกัน ถ้าเป็นวันเกิดเจ้านายขุนนางชั้นผู้ใหญ่ พระเจ้าแผ่นดินก็พระราชทานพระราชหัตถเลขาให้พรด้วย พระราชทานของขวัญด้วย สมัยนั้นการทำบุญถือเป็นเกียรติใหญ่ เมื่อถึงวันเกิดของใครก็อึงคนึงเป็นการใหญ่ตั้งแต่เริ่มงานจนงานแล้ว และถือว่าถ้าไม่ไปช่วยงานวันเกิดกันแล้วเป็นไม่ดูผีกันทีเดียว
สมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อทรงผนวชเป็นสามเณรก็ทรงทำบุญวันพระราชสมภพ ตามอย่างพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว วิธีทำก็มี สวดมนต์ เลี้ยงพระและแจกสลากสิ่งของต่างๆ แก่พระสงฆ์ ทรงทำตลอดมาจนกระทั่งเสวยราชย์และทำเป็นการใหญ่เช่น หล่อพระพุทธรูปอายุ เรียกว่า “หล่อพระชนมพรรษา” ทั้งมีการตกแต่งตามชาลาพระบรมมหาราชวัง ให้เป็นการครึกครื้นสนุกสนาน ตามริมน้ำและตามถนนก็สว่างไสวไปด้วยแสงประทีปโคมชวาลา จึงได้เกิดมีการแต่งซุ้มไฟประกวดประขันกันขึ้นและมีเหรียญพระราชทานแก่ผู้แต่งซุ้มไฟเป็นรางวัล อนึ่งในวันนั้นได้มีผู้ไปลงนามถวายพระพร พระบรมวงศานุวงศ์ และข้าราชการอ่านคำถวายพระพรอันเป็นเครื่องหมายแสดงความจงรักภักดี จึงถือเป็นประเพณีเนื่องด้วยทำบุญวันเกิดมาจนปัจจุบันนี้
วันพุธที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2553
ผิวสวยด้วย "โคลน"
"มีที่หมักโคลนหรือมีโคลน เหมือนทะเลสาบ dead sea ในเมืองไทย หรือเปล่า? " ส่วนตัวแล้วก็เคยไปเยี่ยมเยียนสถานที่นี้เหมือนกัน เลยไม่รอช้าที่จะรวบรวมข้อมูลที่เป็นประโยชน์ให้กับสาวๆ ชาวสนุก! ค่ะ สถานที่ที่ว่านี้ คือ ภูโคลน เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่เป็น Unseen Thailland แห่งใหม่อยู่ที่ จ.แม่ฮองสอน ที่ภูโคลนแห่งนี้ คือ แหล่งน้ำแร่และโคลนธรรมชาติ ที่เกิดจากสายน้ำแร่ใต้พื้นดิน ที่มีความร้อนตั้งแต่ 60 - 140 องศาเซลเซียส เป็นโคลนเดือด บริสุทธิ์สีดำ ที่ขึ้นมาพร้อมกับน้ำแร่ธรรมชาติที่สะอาด และไม่มีกลิ่นของกำมะถัน (สามารถไปยืนพิสูจน์ใกล้ๆ ได้เลยค่ะ) ซึ่งอุดมไปด้วยแร่ธาติที่เป็นประโยชน์ กับผิวหนังและระบบไหลเวียนโลหิตของมนุษย์ ที่นี่ถูกค้นพบเมื่อปี พ.ศ. 2538 เป็นต้นมา
มี 2 แห่งอยู่ที่แหล่งน้ำแร่ธรรมชาติจาก เทือกเขาทางภาคกลางในประเทศฝรั่งเศส และโคลนจากประเทศโรมาเนีย สำหรับตัวโคลนนี้มีประโยชน์แก่เราอย่างไรบ้าง ช่วยปรับสภาพความสมดุลของผิวไม่ให้เกิดความแห้งกร้าน สามารถฆ่าเชื้อโรคได้อย่างปลอดภัยไม่ระคายเคืองผิว สามารถทำความสะอาดได้ลึกถึงรูขุมขน ช่วยบำรุงและควบคุมความชุ่มชื้นของเซลล์ผิว สร้างและซ่อมแซมเซลส์ผิวที่เสื่อมสภาพไป สามารถกระตุ้นการเปลี่ยนแปลงของเซลล์ผิวให้ทำงานอย่างมี ประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น สามารถทำความสะอาดผิวหน้าได้อย่างสะอาดลึกถึงรูขุมขน ดูดซับความมัน และขจัดสิ่งสกปรกที่สะสมในเซลล์ของผิว และนอกจากนี้แร่ธาตุบางตัวยังช่วยกำจัดเซลล์ผิวที่เสื่อมสภาพไปด้วย ทำให้ผิวหน้าดูสะอาดและผ่องใส สำหรับใครที่สนใจอยากใช้เจ้าโคลนสุขภาพนี้ รองรับทั้งนักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างประเทศ สามารถแวะเวียนมาแบบเช้าไป เย็นกลับ หรือจะมาพักใน ภูโคลน คันทรี คลับก็ได้ค่ะ ซึ่งมีบริการมากมายให้คุณสาวๆ หนุ่มๆ ได้เลือกใช้ อาทิ พอกหน้าด้วยโคลนธรรมชาติ, พอกโคลนใบหน้าและทั้งตัว, ขัดและนวดหน้า, อาบน้ำแร่ธรรมชาติ, สระน้ำแร่ธรรมชาติพร้อมอ่างจากุซี่, อบซาวน่าด้วยสมุนไพร, สนามกอล์ฟ ราคาค่าบริการก็ถือว่าไม่แพงเลย
วันอังคารที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2553
สีของห้องนอน
สีม่วงเข้มเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ถูกใจสำหรับสาวมั่น เหมาะสำหรับการตกแต่งผนังห้องเป็นอย่างมาก เพราะว่าแม้จะดูฉูดฉาดไปสักนิดแต่แท้จริงแล้วมันคือสีที่สงบสุด ๆ เหมาะมากสำหรับการส่งเราเข้านอน และถ้าอยากให้ห้องได้อารมณ์ทันสมัย สบายตามากยิ่งขึ้น ให้ใช้สีขาวแต่งเพิ่มเพื่อความสดชื่น อาจจะเป็นผ้าปูเตียงสีขาวเรียบ ๆ หรือ โคมไฟสีขาวที่วางติดฝาผนังสีม่วงเข้ม รับรองว่าออกมาน่ามองมาก ๆ ต้องมนต์สีเทาม่วง สาวโรแมนติกและรักสันโดษน่าจะถูกใจกับห้องนอนที่เล่นโทนสีเทาผสมม่วงอ่อน เพราะมันช่วยเพิ่มบรรยากาศโปร่ง เบาสบายให้กับห้อง แถมด้วยความสงบที่ทำให้น่านอนมากยิ่งขึ้น
ในขณะเดียวกันก็ไม่ลืมทิ้งความอ่อนหวานเอาไว้ เพียงแต่รู้จักเลือกวางของตกแต่งบางชิ้นในโทนสีม่วงไล่ระดับขึ้นไป เช่น ดอกไลแลคมีม่วงเข้ม หรือ หมอนอิงสีม่วง สีฟ้าคราม รวมไปถึงสีชมพูพาสเทลด้วย ฟ้ารีแลกซ์ ห้องนอนสีฟ้าเป็นสีโปรดสำหรับการพักผ่อนแบบผ่อนคลายสุด ๆและยังเป็นสีเพียงไม่กี่สีที่สามารถนำมาตกแต่งในโทนเดียวกันทั้งห้องได้อย่างน่าดูอีกด้วย เพียงแค่สลับสีขาวแซมนิดหน่อยก็ทำให้ห้องสีฟ้าดูสดชื่นขึ้นและไม่เลี่ยนจนเกินไป หรือสาวเซอร์บางคนอาจพิสมัยการไล่เฉดฟ้าทั้งห้อง โดยอาจจะมีม่านสีฟ้าน้ำทะเล ผนังห้องสีฟ้าอ่อน ปลอกหมอนสีฟ้าเทอร์ควอยซ์ และมีแก้วกาแฟสีฟ้าครามวางเก๋ ๆ อยู่อีกใบที่โต๊ะข้างหัวเตียง เทรนด์นี้ดูเท่าไหร่ก็ไม่เบื่อ เปรี้ยวซ่าด้วยเหลืองมะนาว สีเหลืองมะนาวสามารถสร้างความสดใสเปรียวซ่าให้ห้องนอนแบบร่วมสมัยได้เป็นอย่างดี แต่ต้องใช้เท่าที่จำเป็นเท่านั้นจึงจะทำให้ห้องดูน่ามอง เช่น การเลือกปลอกหมอนสีเหลืองมะนาววางตัดกับผ้าปูที่นอนสีน้ำผึ้ง หรือการเลือกภาพประดับฝาผนังสีเหลืองมะนาวบนผนังห้องสีม่วงอ่อน รับรองว่าห้องสีเหลืองมะนาวจะช่วยปลุกเร้าอารมณ์เนือย ๆ ให้รู้สึกเฟรชขึ้นมาได้เป็นอย่างดี เขียวแสนสบาย ห้องนอนสีเขียวอ่อนสดใสจะทำให้เจ้าของห้องรู้สึกอารมณ์ดี มีพลัง เปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวา และพร้อมสำหับการเรียนรู้ใหม่ ๆ ช่วยเปลี่ยนความจำเจเดิม ๆ ให้ดูทันสมัย แปลกตาขึ้น
โดยเฉพาะคนที่อยากเปลี่ยนบรรยากาศในห้องให้กลายเป็นห้องนอนโซนเขตร้อนที่แสนสบาย เพิ่มความสดชื่นแบบสุดขั้วด้วยการวางกระถางต้นไม้สีเขียวสดไว้ตามมุมห้อง และพยายามหาสีแดงสดมาตัดสีเขียวในของตกแต่งบางชิ้น เช่น ริบบิ้นที่ปลอกหมอน หรือ โคมไฟ ชมพูร้อนแรง ห้องนอนโทนสีชมพูร้อนแรงจะให้ความรู้สึกของความเป็นหญิงสาว ทำให้เรารู้สึกอ่อนหวานและละเมียดละไมในอารมณ์มากขึ้น แถมยังใช้บ่งบอกความเป็นเอเชียได้ดี โดยเฉพาะเมื่อเลือกใช้สีชมพูแปลกตาหลาย ๆ เฉดมาตกแต่งรวมกัน รวมไปถึงเนื้อผ้าที่เลือกใช้ อย่าง ผ้าไหมมันระยับ หรือผ้าส่าหรี จะทำให้ห้องนอนดูมีเสน่ห์มากยิ่งขึ้น และความลับของสีชมพูก็คือ เมื่อถูกจับคู่กับเฟอร์นิเจอร์ที่ทำด้วยวัสดุจากธรรมชาติ อย่าง ไม้ไผ่ หวายสาน ฯลฯ
จะทำให้เพิ่มเสน่ห์และพลังลึกลับของสาวตะวันออกสำแดงอำนาจให้น่าหลงใหลมากยิ่งขึ้น ส้มคลาสสิก ห้องนอนสีทองเข้มและสีส้มคือแรงบันดาลใจของความคลาสสิก อบอุ่น และมีพลัง คนที่ใช้ห้องนอนโทนสีนี้มักเต็มเปี่ยมไปด้วยความเชื่อมั่นและความคิดสร้างสรรค์ แต่ถ้าไม่อยากรู้สึกอึดอัดจนเกินไป ให้เลือกใช้สีขาวแทรกในบางช่วง บางมุม เช่น ผ้าปูที่นอนหรือกรอบรูป แต่ถ้ารู้จักใช้โทนสีดังกล่าวให้เป็น ห้องนี้จะสวยแปลกตามาก ๆ เพราะถ้าหากทาสีผนังห้องด้วยสีทองเข้ม หรือเหลืองอมทอง ห้องนี้จะอบอุ่นคล้ายแสงพระอาทิตย์สาดส่องเข้ามาทางหน้าต่างตอนรุ่งเช้า ส่วนสีส้มสดใสจะช่วยทำให้ห้องดูสนุกและมีพลังสร้างสรรค์มากยิ่งขึ้น ข้อแนะนำง่าย ๆ เมื่อเกิดอาการนอนไม่หลับ
- ใช้เตียงนอนเพื่อนอนเท่านั้น อย่าดูทีวี หรือเล่นเกมบนเตียง
- เข้านอนเมื่อง่วงเท่านั้น แต่ต้องพยายามตื่นนอนให้ตรงเวลาทุกวัน
- งดบุหรี่ ชา กาแฟ หรือเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนซึ่งจะมีผลต่อการนอนหลับ โดยเฉพาะการประทานใกล้เวลานอน เพราะคาเฟอีนนั้นจะไปกระตุ้นสมอง ทำให้มีผลต่อการนอนหลับ จะทำให้หลับยากขึ้น
- อย่างีบหลับตอนกลางวัน แต่ถ้าจะมีการงีบหลับในช่วงบ่าย อาจจัดเวลาให้เป็น ประจำสม่ำเสมอและไม่ควรเกิน 1-2 ชม. ไม่ควร งีบหลับหลัง 15.00 นาฬิกา เพราะอาจ มีผลต่อการนอนหลับในคืนนั้น ๆ ได้
- พยายามหาเวลาออกกำลังกายเป็นประจำสม่ำเสมอทุกวัน แต่ไม่ควรออกกำลังกายใน เวลากลางคืน
- อ่านหนังสือเบา ๆ หรือฟังเพลงเบา ๆ ก่อนนอน อย่าอ่านสิ่งที่จะทำให้เครียด หรือ ตื่นเต้น
- เมื่อเข้านอน 15 นาทีแล้วไม่หลับ ให้ลุกขึ้นหาสิ่งเบา ๆ ทำเป็นการผ่อนคลาย เพราะ การบังคับให้หลับจะยิ่งทำให้หลับยากยิ่งขึ้น
วันศุกร์ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553
วันตรษจีน
"ซินเจียยู่อี่ ซินนี้ฮวดไช้
ซินเจิ้งหรูอี้ ซินเหนียนฟาไฉ"
ปีใหม่ขอให้ทุกอย่างสมหวัง ปีใหม่ขอให้ร่ำรวย
ประวัติวันตรุษจีน หรือปีใหม่จีน
ตรุษจีนนั้นคล้ายคลึงกับวันปีใหม่ในประเทศทางตะวันตก ร่องรอยของประเพณี และพิธีกรรมความเป็นมาของการฉลองตรุษจีน นั้นมีมานานกว่าศตวรรษ จริงๆแล้วนานมาก จนไม่สามารถย้อนกลับไปดูว่าเริ่มต้นฉลองมาตั้งแต่เมื่อไร เป็นที่รู้จักและจำได้ทั่วไปว่าเป็น การฉลองเทศกาลฤดูใบไม้ผลิ และการฉลองเป็นเวลานานถึง 15 วัน การเตรียมงานฉลองส่วนใหญ่จะเริ่มหนึ่งเดือนก่อนวันตรุษจีน (คล้ายกับวัน คริสต์มาสของประเทศตะวันตก) เมื่อผู้คนเริ่มซื้อของขวัญ, สิ่งต่างๆ เพื่อประดับบ้านเรือน, อาหารและเสื้อผ้า การทำความสะอาดครั้งใหญ่ก็เริ่มขึ้นในวันก่อนตรุษจีน บ้านเรือนจะถูก ทำความสะอาดตั้งแต่บนลงล่างหน้าบ้านยันท้ายบ้าน ซึ่งหมายถึงการกวาดเอาโชคร้าย ออกไป ประตูหน้าต่างมีการขัดสีฉวีวรรณทาสีใหม่ซึ่งสีแดงเป็นสีนิยม ประตูหน้าต่างจะถูก ประดับประดาด้วยกระดาษที่มีคำอวยพรอย่างเช่น อยู่ดีมีสุข ร่ำรวย และอายุยืนเป็นต้น
วันก่อนวันตรุษจีนนั้นเป็นวันแห่งการการรอคอยจะว่าไปถือวันที่น่าตื่นเต้นมากที่สุด ในบรรดาการฉลองทั้งหมดเห็นจะได้ ประเพณีและพิธีกรรมต่างๆ นั้นผูกไว้กับทุกสิ่งทุกอย่าง ตั้งแต่ อาหาร ไปจนถึงเสื้อผ้า อาหารค่ำนั้นประกอบด้วยอาหารทะเล และอาหารนึ่งเช่นขนมจีบ ซึ่งแต่ละอย่างจะมีความหมายต่างๆกัน อาหารอันโอชะอย่างเช่นกุ้งจะหมายถึงชีวิตที่รุ่งเรือง และความสุข เป๋าฮื้อแห้งหมายถึงทุกสิ่งทุกอย่างที่ดี สลัดปลาสดจะนำมาซึ่งโชคดี จี้ไช่ (ผมเทวดา) สาร่ายดูคล้ายผมแต่กินได้จะนำความความร่ำรวยมาให้ และขนมต้ม (Jiaozi) หมายถึงบรรพชนอวยพร และเป็นธรรมดาเสื้อผ้าที่ใส่สีแดงถือเป็นสีที่เป็นมงคลเป็นการไล่ปีศาจร้ายให้ออกไป และการใส่สีดำหรือขาวเป็นสิ่งต้องห้าม ซึ่งสีเหล่านี้ถือว่าเป็นสีแห่งการไว้ทุกข์ หลังจากอาหารค่ำทุกคนในครอบครัวนั่งกันจนเช้าเพื่อรอวันใหม่โดยการเล่นเกม เล่นไพ่ หรือดูรายการทีวีที่เกี่ยวกับวันตรุษจีน และในวันนี้จะต้องไม่โกรธ ริษยา หรือ ไม่พอใจ เพื่อเป็นสิริมงคลที่ดีสำหรับปีที่กำลังจะมาถึง
เมื่อถึงวันตรุษจีน ประเพณีตั้งแต่โบราณมาเรียกว่า อังเปา ซึ่งหมายถึง กระเป๋าแดง เป็นการที่คู่แต่งงานให้เงินเด็กๆ และผู้ใหญ่ที่ยังไม่ได้แต่งงานในซองสีแดง หลังจากนั้นทุกคน ในครอบครัว ต่าง ออกมาเพื่อกล่าวสวัสดีปีใหม่ เริ่มจากญาติๆ แล้วต่อด้วยเพื่อนบ้าน ซึ่งคงคล้ายกับการที่ชาวตะวันตกพูดว่า
"Let bygones be bygones" (อะไรที่ผ่านไปแล้วก็ให้มันผ่านไป) ในวันตรุษนี้ อารมณ์โมโหโกรธาจะถูกลืม และไม่สนใจ การฉลองวันตรุษจีนสิ้นสุดลงในงานโคมไฟ ซึ่งฉลองโดยการร้องเพลง เต้นรำ และงานแสดงโคมไฟ ถึงแม้ว่าการฉลองวันตรุษจีน จะมีแตกต่างกันออกไปแต่สิ่งที่เหมือนกัน คือ การอวยพร ความสงบ และความสุขให้กับคนในครอบครัวและเพื่อนทุกคน
อาหารไหว้เจ้า
-เม็ดบัว - มีความหมายถึง การมีลูกหลานที่เป็นชาย
-เกาลัด - มีความหมายถึง เงิน
-สาหร่ายดำ - คำของมันออกเสียงคล้าย ความร่ำรวย
-เต้าหู้หมักที่ทำจากถั่วแห้ง - คำของมันออกเสียงคล้าย เต็มไปด้วยความร่ำรวย และ ความสุข
-หน่อไม้ - คำของมันออกเสียงคล้าย คำอวยพรให้ทุกอย่างเต็มไปด้วยความสุข เต้าหู้ที่ทำจากถั่วสดนั้นจะไม่นำมารวมกับอาหารในวันนี้เนื่องจากสีขาวซึ่งเป็นสีแห่งโชคร้าย สำหรับปีใหม่และหมายถึงการไว้ทุกข์
ความเชื่อโชคลางในวันตรุษจีน
-ทุกคนจะไม่พูดคำหยาบหรือพูดคำที่ไม่เป็นมงคล ความหมายเป็นนัย และคำว่า สี่ ซึ่งออกเสียงคล้ายความตายก็จะต้องไม่พูดออกมา ต้องไม่มีการพูดถึงความตายหรือการใกล้ตาย และเรื่องผีสางเป็นเรื่องที่ต้องห้าม เรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้นในปีเก่าๆ ก็จะไม่เอามาพูดถึง ซึ่งการพูดควรมีแต่เรื่องอนาคต และทุกอย่างที่ดีกับปีใหม่และการเริ่มต้นใหม่
-หากคุณร้องไห้ในวันปีใหม่ คุณจะมีเรื่องเสียใจไปตลอดปี ดังนั้นแม้แต่เด็กดื้อที่ปฎิบัติตัวไม่ดีผู้ใหญ่ก็จะทน และไม่ตีสั่งสอน
-การแต่งกายและความสะอาด ในวันตรุษจีนเราไม่ควรสระผมเพราะนั้นจะหมายถึงเราชะล้างความโชคดีของเราออกไป เสื้อผ้าสีแดงเป็นสีที่นิยมสวมใส่ในช่วงเทศกาลนี้ สีแดงถือเป็นสีสว่าง สีแห่งความสุข ซึ่งจะนำความสว่างและเจิดจ้ามาให้แก่ผู้สวมใส่ เชื่อกันว่าอารมณ์และการปฏิบัติตนในวันปีใหม่ จะส่งให้มีผลดีหรือผลร้ายได้ตลอดทั้งปี เด็ก ๆ และคนโสด เพื่อรวมไปถึงญาติใกล้ชิดจะได้ อังเปา ซึ่งเป็นซองสีแดงใส่ด้วย ธนบัตรใหม่เพื่อโชคดี
-วันตรุษจีนกับความเชื่ออื่น ๆ สำหรับคนที่เชื่อโชคลางมากๆ ก่อนออกจากบ้านเพื่อไปเยี่ยมเยียนเพื่อนหรือญาติ อาจมีการเชิญซินแส เพื่อหาฤกษ์ที่เหมาะสมในการออกจากบ้านและทางที่จะไปเพื่อ เป็นความเป็นสิริมงคล
-บุคคลแรกที่พบและคำพูดที่ได้ยินคำแรกของปีมีความหมายสำคัญมาก ถือว่าจะส่งให้มีผลได้ตลอดทั้งปี การได้ยินนกร้องเพลงหรือเห็นนกสีแดงหรือนกนางแอ่น ถือเป็นโชคดี
-การเข้าไปหาใครในห้องนอนในวันตรุษ ถือเป็นโชคร้ายดังนั้นไม่ว่าจะเป็นคนป่วยก็ต้องแต่งตัวออกมานั่งในห้องรับแขก
-ไม่ควรใช้มีดหรือกรรไกรในวันตรุษเพราะเชื่อว่าจะเป็นการตัดโชคดี ทุกวันนี้ไม่ใช่ว่าชาวจีนทุกคนจะคงยังเชื่อตามความเชื่อที่มีมาแต่ทุกคนก็ยังคงยึดถือ และปฎิบัติตาม เพราะสิ่งเหล่านี้เปรียบเสมือนธรรมเนียม และวัฒนธรรม โดยที่ชาวจีน ตระหนักดีว่าการปฏิบัติตามขนบธรรมเนียมมาแต่เก่าก่อนเป็นการแสดงถึงความเป็น ครอบครัวและเอกลักษณ์ของตน
15 วันแห่งการฉลองตรุษจีน
วันแรกของปีใหม่ เป็นการต้อนรับเทวดาแห่งสวรรค์และโลก หลายคนงดทานเนื้อ ในวันนี้ด้วยความเชื่อที่ว่าจะเป็นการต่ออายุและนำมาซึ่งความสุขในชีวิตให้กับตน
วันที่สอง ชาวจีนจะไหว้บรรพชนและเทวดาทั้งหลาย และจะดีเป็นพิเศษกับสุนัข เลี้ยงดูให้ข้าวอาบ น้ำให้แก่มัน ด้วยเชื่อว่า วันที่สองนี้เป็นวันที่สุนัขเกิด
วันที่สามและสี่ เป็นวันของบุตรเขยที่จะต้องทำความเคารพแก่พ่อตาแม่ยายของตน
วันที่ห้า เรียกว่า พูวู ซึ่งวันนี้ทุกคนจะอยู่กับบ้านเพื่อต้อนรับการมาเยือน ของเทพเจ้าแห่งความร่ำรวย ในวันนี้จะไม่มีใครไปเยี่ยมใครเพราะจะถือว่าเป็นการนำโชคร้าย มาแก่ทั้งสองฝ่าย
วันที่หก ถึงสิบชาวจีนจะเดินทางไปเยี่ยมเยียนญาติพี่น้องเพื่อนฝูงของ ครอบครัว และไปวัดไปวาสวดมนต์เพื่อความร่ำรวยและความสุข
วันที่เจ็ด ของตุรุษจีนเป็นวันที่ชาวนานำเอาผลผลิตของตนออกมาชาวนาเหล่านี้จะทำน้ำที่ทำมาจากผักเจ็ดชนิดเพื่อฉลองวันนี้ วันที่เจ็ดถือเป็นวันเกิด ของมนุษย์ในวันนี้อาหารจะเป็น หมี่ซั่วกินเพื่อชีวิตที่ยาวนานและปลาดิบเพื่อความสำเร็จ
วันที่แปด ชาวฟูเจียน จะมีการทานอาหารร่วมกันกับครอบครอบอีกครั้ง และเมื่อถึงเวลาเที่ยงคืนทุกคนจะสวดมนต์ของพรจาก เทียนกง เทพแห่งสวรรค์
วันที่เก้า จะสวดมนต์ไหว้และถวายอาหารแก่ เง็กเซียนฮ่องเต้
วันที่สิบถึงวันที่สิบสอง เป็นวันของเพื่อนและญาติๆ ซึ่งควรเชื้อเชิญมาทานอาหารเย็น และหลังจากที่ทานอาหารที่อุดมไปด้วยความมัน วันที่สิบสามถือเป็นวันที่เราควรทานข้าวธรรมดากับผักดองกิมกิ ถือเป็นการชำระล้างร่างกาย
วันที่สิบสี่ ความเป็นวันที่เตรียมงานฉลองโคมไฟซึ่งจะมีขึ้น ในคืนของวันที่สิบห้าแห่งการฉลองตรุษจีน
ซินเจิ้งหรูอี้ ซินเหนียนฟาไฉ"
ปีใหม่ขอให้ทุกอย่างสมหวัง ปีใหม่ขอให้ร่ำรวย
ประวัติวันตรุษจีน หรือปีใหม่จีน
ตรุษจีนนั้นคล้ายคลึงกับวันปีใหม่ในประเทศทางตะวันตก ร่องรอยของประเพณี และพิธีกรรมความเป็นมาของการฉลองตรุษจีน นั้นมีมานานกว่าศตวรรษ จริงๆแล้วนานมาก จนไม่สามารถย้อนกลับไปดูว่าเริ่มต้นฉลองมาตั้งแต่เมื่อไร เป็นที่รู้จักและจำได้ทั่วไปว่าเป็น การฉลองเทศกาลฤดูใบไม้ผลิ และการฉลองเป็นเวลานานถึง 15 วัน การเตรียมงานฉลองส่วนใหญ่จะเริ่มหนึ่งเดือนก่อนวันตรุษจีน (คล้ายกับวัน คริสต์มาสของประเทศตะวันตก) เมื่อผู้คนเริ่มซื้อของขวัญ, สิ่งต่างๆ เพื่อประดับบ้านเรือน, อาหารและเสื้อผ้า การทำความสะอาดครั้งใหญ่ก็เริ่มขึ้นในวันก่อนตรุษจีน บ้านเรือนจะถูก ทำความสะอาดตั้งแต่บนลงล่างหน้าบ้านยันท้ายบ้าน ซึ่งหมายถึงการกวาดเอาโชคร้าย ออกไป ประตูหน้าต่างมีการขัดสีฉวีวรรณทาสีใหม่ซึ่งสีแดงเป็นสีนิยม ประตูหน้าต่างจะถูก ประดับประดาด้วยกระดาษที่มีคำอวยพรอย่างเช่น อยู่ดีมีสุข ร่ำรวย และอายุยืนเป็นต้น
วันก่อนวันตรุษจีนนั้นเป็นวันแห่งการการรอคอยจะว่าไปถือวันที่น่าตื่นเต้นมากที่สุด ในบรรดาการฉลองทั้งหมดเห็นจะได้ ประเพณีและพิธีกรรมต่างๆ นั้นผูกไว้กับทุกสิ่งทุกอย่าง ตั้งแต่ อาหาร ไปจนถึงเสื้อผ้า อาหารค่ำนั้นประกอบด้วยอาหารทะเล และอาหารนึ่งเช่นขนมจีบ ซึ่งแต่ละอย่างจะมีความหมายต่างๆกัน อาหารอันโอชะอย่างเช่นกุ้งจะหมายถึงชีวิตที่รุ่งเรือง และความสุข เป๋าฮื้อแห้งหมายถึงทุกสิ่งทุกอย่างที่ดี สลัดปลาสดจะนำมาซึ่งโชคดี จี้ไช่ (ผมเทวดา) สาร่ายดูคล้ายผมแต่กินได้จะนำความความร่ำรวยมาให้ และขนมต้ม (Jiaozi) หมายถึงบรรพชนอวยพร และเป็นธรรมดาเสื้อผ้าที่ใส่สีแดงถือเป็นสีที่เป็นมงคลเป็นการไล่ปีศาจร้ายให้ออกไป และการใส่สีดำหรือขาวเป็นสิ่งต้องห้าม ซึ่งสีเหล่านี้ถือว่าเป็นสีแห่งการไว้ทุกข์ หลังจากอาหารค่ำทุกคนในครอบครัวนั่งกันจนเช้าเพื่อรอวันใหม่โดยการเล่นเกม เล่นไพ่ หรือดูรายการทีวีที่เกี่ยวกับวันตรุษจีน และในวันนี้จะต้องไม่โกรธ ริษยา หรือ ไม่พอใจ เพื่อเป็นสิริมงคลที่ดีสำหรับปีที่กำลังจะมาถึง
เมื่อถึงวันตรุษจีน ประเพณีตั้งแต่โบราณมาเรียกว่า อังเปา ซึ่งหมายถึง กระเป๋าแดง เป็นการที่คู่แต่งงานให้เงินเด็กๆ และผู้ใหญ่ที่ยังไม่ได้แต่งงานในซองสีแดง หลังจากนั้นทุกคน ในครอบครัว ต่าง ออกมาเพื่อกล่าวสวัสดีปีใหม่ เริ่มจากญาติๆ แล้วต่อด้วยเพื่อนบ้าน ซึ่งคงคล้ายกับการที่ชาวตะวันตกพูดว่า
"Let bygones be bygones" (อะไรที่ผ่านไปแล้วก็ให้มันผ่านไป) ในวันตรุษนี้ อารมณ์โมโหโกรธาจะถูกลืม และไม่สนใจ การฉลองวันตรุษจีนสิ้นสุดลงในงานโคมไฟ ซึ่งฉลองโดยการร้องเพลง เต้นรำ และงานแสดงโคมไฟ ถึงแม้ว่าการฉลองวันตรุษจีน จะมีแตกต่างกันออกไปแต่สิ่งที่เหมือนกัน คือ การอวยพร ความสงบ และความสุขให้กับคนในครอบครัวและเพื่อนทุกคน
อาหารไหว้เจ้า
-เม็ดบัว - มีความหมายถึง การมีลูกหลานที่เป็นชาย
-เกาลัด - มีความหมายถึง เงิน
-สาหร่ายดำ - คำของมันออกเสียงคล้าย ความร่ำรวย
-เต้าหู้หมักที่ทำจากถั่วแห้ง - คำของมันออกเสียงคล้าย เต็มไปด้วยความร่ำรวย และ ความสุข
-หน่อไม้ - คำของมันออกเสียงคล้าย คำอวยพรให้ทุกอย่างเต็มไปด้วยความสุข เต้าหู้ที่ทำจากถั่วสดนั้นจะไม่นำมารวมกับอาหารในวันนี้เนื่องจากสีขาวซึ่งเป็นสีแห่งโชคร้าย สำหรับปีใหม่และหมายถึงการไว้ทุกข์
ความเชื่อโชคลางในวันตรุษจีน
-ทุกคนจะไม่พูดคำหยาบหรือพูดคำที่ไม่เป็นมงคล ความหมายเป็นนัย และคำว่า สี่ ซึ่งออกเสียงคล้ายความตายก็จะต้องไม่พูดออกมา ต้องไม่มีการพูดถึงความตายหรือการใกล้ตาย และเรื่องผีสางเป็นเรื่องที่ต้องห้าม เรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้นในปีเก่าๆ ก็จะไม่เอามาพูดถึง ซึ่งการพูดควรมีแต่เรื่องอนาคต และทุกอย่างที่ดีกับปีใหม่และการเริ่มต้นใหม่
-หากคุณร้องไห้ในวันปีใหม่ คุณจะมีเรื่องเสียใจไปตลอดปี ดังนั้นแม้แต่เด็กดื้อที่ปฎิบัติตัวไม่ดีผู้ใหญ่ก็จะทน และไม่ตีสั่งสอน
-การแต่งกายและความสะอาด ในวันตรุษจีนเราไม่ควรสระผมเพราะนั้นจะหมายถึงเราชะล้างความโชคดีของเราออกไป เสื้อผ้าสีแดงเป็นสีที่นิยมสวมใส่ในช่วงเทศกาลนี้ สีแดงถือเป็นสีสว่าง สีแห่งความสุข ซึ่งจะนำความสว่างและเจิดจ้ามาให้แก่ผู้สวมใส่ เชื่อกันว่าอารมณ์และการปฏิบัติตนในวันปีใหม่ จะส่งให้มีผลดีหรือผลร้ายได้ตลอดทั้งปี เด็ก ๆ และคนโสด เพื่อรวมไปถึงญาติใกล้ชิดจะได้ อังเปา ซึ่งเป็นซองสีแดงใส่ด้วย ธนบัตรใหม่เพื่อโชคดี
-วันตรุษจีนกับความเชื่ออื่น ๆ สำหรับคนที่เชื่อโชคลางมากๆ ก่อนออกจากบ้านเพื่อไปเยี่ยมเยียนเพื่อนหรือญาติ อาจมีการเชิญซินแส เพื่อหาฤกษ์ที่เหมาะสมในการออกจากบ้านและทางที่จะไปเพื่อ เป็นความเป็นสิริมงคล
-บุคคลแรกที่พบและคำพูดที่ได้ยินคำแรกของปีมีความหมายสำคัญมาก ถือว่าจะส่งให้มีผลได้ตลอดทั้งปี การได้ยินนกร้องเพลงหรือเห็นนกสีแดงหรือนกนางแอ่น ถือเป็นโชคดี
-การเข้าไปหาใครในห้องนอนในวันตรุษ ถือเป็นโชคร้ายดังนั้นไม่ว่าจะเป็นคนป่วยก็ต้องแต่งตัวออกมานั่งในห้องรับแขก
-ไม่ควรใช้มีดหรือกรรไกรในวันตรุษเพราะเชื่อว่าจะเป็นการตัดโชคดี ทุกวันนี้ไม่ใช่ว่าชาวจีนทุกคนจะคงยังเชื่อตามความเชื่อที่มีมาแต่ทุกคนก็ยังคงยึดถือ และปฎิบัติตาม เพราะสิ่งเหล่านี้เปรียบเสมือนธรรมเนียม และวัฒนธรรม โดยที่ชาวจีน ตระหนักดีว่าการปฏิบัติตามขนบธรรมเนียมมาแต่เก่าก่อนเป็นการแสดงถึงความเป็น ครอบครัวและเอกลักษณ์ของตน
15 วันแห่งการฉลองตรุษจีน
วันแรกของปีใหม่ เป็นการต้อนรับเทวดาแห่งสวรรค์และโลก หลายคนงดทานเนื้อ ในวันนี้ด้วยความเชื่อที่ว่าจะเป็นการต่ออายุและนำมาซึ่งความสุขในชีวิตให้กับตน
วันที่สอง ชาวจีนจะไหว้บรรพชนและเทวดาทั้งหลาย และจะดีเป็นพิเศษกับสุนัข เลี้ยงดูให้ข้าวอาบ น้ำให้แก่มัน ด้วยเชื่อว่า วันที่สองนี้เป็นวันที่สุนัขเกิด
วันที่สามและสี่ เป็นวันของบุตรเขยที่จะต้องทำความเคารพแก่พ่อตาแม่ยายของตน
วันที่ห้า เรียกว่า พูวู ซึ่งวันนี้ทุกคนจะอยู่กับบ้านเพื่อต้อนรับการมาเยือน ของเทพเจ้าแห่งความร่ำรวย ในวันนี้จะไม่มีใครไปเยี่ยมใครเพราะจะถือว่าเป็นการนำโชคร้าย มาแก่ทั้งสองฝ่าย
วันที่หก ถึงสิบชาวจีนจะเดินทางไปเยี่ยมเยียนญาติพี่น้องเพื่อนฝูงของ ครอบครัว และไปวัดไปวาสวดมนต์เพื่อความร่ำรวยและความสุข
วันที่เจ็ด ของตุรุษจีนเป็นวันที่ชาวนานำเอาผลผลิตของตนออกมาชาวนาเหล่านี้จะทำน้ำที่ทำมาจากผักเจ็ดชนิดเพื่อฉลองวันนี้ วันที่เจ็ดถือเป็นวันเกิด ของมนุษย์ในวันนี้อาหารจะเป็น หมี่ซั่วกินเพื่อชีวิตที่ยาวนานและปลาดิบเพื่อความสำเร็จ
วันที่แปด ชาวฟูเจียน จะมีการทานอาหารร่วมกันกับครอบครอบอีกครั้ง และเมื่อถึงเวลาเที่ยงคืนทุกคนจะสวดมนต์ของพรจาก เทียนกง เทพแห่งสวรรค์
วันที่เก้า จะสวดมนต์ไหว้และถวายอาหารแก่ เง็กเซียนฮ่องเต้
วันที่สิบถึงวันที่สิบสอง เป็นวันของเพื่อนและญาติๆ ซึ่งควรเชื้อเชิญมาทานอาหารเย็น และหลังจากที่ทานอาหารที่อุดมไปด้วยความมัน วันที่สิบสามถือเป็นวันที่เราควรทานข้าวธรรมดากับผักดองกิมกิ ถือเป็นการชำระล้างร่างกาย
วันที่สิบสี่ ความเป็นวันที่เตรียมงานฉลองโคมไฟซึ่งจะมีขึ้น ในคืนของวันที่สิบห้าแห่งการฉลองตรุษจีน
วันพุธที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553
น้ำส้ม น้ำผลไม้ยามเช้า
ปัจจัยที่ทำให้น้ำส้มคั้นเป็นเครื่องดื่มแห่งมื้อเช้า ก็คงด้วยรสเปรี้ยวหวานนั่นเอง ซึ่งเป็นเครื่องบ่งบอกว่าส้มอุดมไปด้วยวิตามินซี ซึ่งนอกจากช่วยป้องกันโรคลักปิดลักเปิดแล้ว ยังเป็นแอนติออกซิแด้นท์ป้องกันมะเร็งหลายชนิด
น้ำส้มที่กล่าวถึงในที่นี้เป็นน้ำส้ม orange เท่านั้น โดยใช้ประเภทส้มหวาน (sweet orange) พันธุ์วาเลนเซียและพันธุ์นาเวิล ซึ่งมีขายทั่วไปตามซุปเปอร์มาเกต ส้มมีถิ่นฐานเดิมจากประเทศจีน แล้วจึงแพร่ไปในอินเดีย ตะวันออกกลาง เมดิเตอร์เรเนียนและยุโรป ส้มมีวิตามินซีสูงกว่าส้มเขียวหวานเล็กน้อย รสชาติหวานอมเปรี้ยวซึ่งแตกต่างจากส้มเขียวหวาน ใครอยากเปลี่ยนรสชาติบ้างก็น่าจะลองดื่มน้ำส้ม orange คั้นสดๆดู หรือจะผสมกับน้ำผลไม้อื่นๆก็ไม่เลว
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
