วันจันทร์ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

เอดส์





เอดส์ มาจากภาษาอังกฤษว่า AIDS ซึ่งย่อมาจากคำเต็มว่า Acquired Immuno Deficiency Syndrome

สาเหตุการติดเชื้อ

เชื้อไวรัสเอชไอวีพบในเลือดและสารคัดหลั่งหลายชนิดของร่างกาย ได้แก่ น้ำอสุจิ เมือกในช่องคลอดสตรี น้ำนม น้ำลาย และอาจพบได้ในปริมาณน้อยๆ ในน้ำตาและปัสสาวะ เมื่อพิจารณาจาก แหล่งเชื้อแล้วจะพบว่าเชื้อไวรัสเอชไอวีติดต่อได้ หลายวิธีคือ

- การมีเพศสัมพันธ์ เกิดขึ้นได้ทั้งการมีเพศสัมพันธ์กับเพศเดียวกัน และกับเพศตรงข้าม
- การรับเลือดและองค์ประกอบของเลือด การปลูกถ่ายอวัยวะรวมทั้งไขกระดูกและน้ำอสุจิที่ใช้ผสมเทียมซึ่งมีเชื้อ แต่ในปัจจุบันปัญหานี้ได้ลดลงไปจนเกือบหมด เนื่องจากมีการตรวจเลือดหาการติดเชื้อเอชไอวีในผู้บริจาคเหล่านี้ รวมทั้งคัดเลือกกลุ่มผู้บริจาคซึ่งไม่มีพฤติกรรมเสี่ยงต่อการติดเชื้อ เช่น ไม่รับบริจาคเลือดจากผู้ติดยาเสพติดชนิดฉีดเข้าเส้น เป็นต้น
- การใช้เข็มหรือกระบอกฉีดยาเสพติดร่วมกันและของมีคมที่สัมผัสเลือด
- จากมารดาสู่ทารก ทารกมีโอกาสรับเชื้อได้หลายระยะ ได้แก่ เชื้อไวรัสแพร่มาตามเลือดสายสะดือสู่ทารกในครรภ์ ติดเชื้อขณะคลอด จากเลือดและเมือกในช่องคลอด ติดเชื้อในระยะเลี้ยงดูโดยได้รับเชื้อจากน้ำนม จะเห็นได้ว่าวิธีการติดต่อเหล่านี้เหมือนกับไวรัสตับอักเสบบีทุกประการ ดังนั้นถ้าไม่มีพฤติกรรมเสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัสเอชไอวี ก็จะไม่เสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี ด้วย

แนวทางการดูแลผู้ติดเชื้อผู้ป่วยเอดส์ที่สำคัญในปัจจุบัน

มีอยู่สองแนวทาง ที่ต้องให้การดูแลควบคู่กันไปคือ

1. การป้องกันและรักษาโรคฉวยโอกาส ในกรณีที่ผู้ป่วยมีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง หรือป่วยด้วยโรคฉวยโอกาส (ที่สำคัญคือ หลายโรคป้องกันได้ และทุกโรครักษาได้)
2. การรักษาด้วยยาต้านไวรัสเอชไอวี เพื่อลดปริมาณไวรัสในเลือดให้น้อยที่สุดและควบคุมปริมาณไวรัสให้อยู่ในระดับต่ำนานที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ซึ่งจะส่งผลให้ระดับภูมิคุ้มกันสูงขึ้น ลดโอกาสที่จะป่วยเป็นโรคฉวยโอกาส

อาการ

ภายหลังการได้รับเชื้อ ร่างกายต้องใช้เวลาในการสร้างปฏิกิริยาตอบสนองต่อเชื้อ ในปัจจุบันในการวินิจฉัยว่าติดเชื้อหรือไม่ เราไม่ได้ตรวจหาเชื้อโดยตรง แต่เป็นการตรวจว่าร่างกายเรามีปฏิกิริยาต่อเชื้อหรือไม่ โดยการตรวจหาแอนติบอดีต่อเชื้อเอชไอวี (Anti-HIV antibody) ซึ่งการตรวจดังกล่าวอาจให้ผลลบได้ในกรณีที่ได้รับเชื้อมาใหม่ ๆ เนื่องจากร่างกายยังไม่ได้สร้างปฏิกิริยาตอบสนอง

ภายหลังการรับเชื้อบางรายอาจไม่มีอาการใด ๆ เลย บางรายอาจมีอาการเหมือนการติดเชื้อไวรัสทั่ว ๆ ไป เช่น มีไข้ ผื่นตามตัว ต่อมน้ำเหลืองโต เจ็บคอ อาการมักกินเวลาสั้น ๆ และหายไปได้เอง หลังจากนั้นผู้ป่วยจะไม่มีอาการใด ๆ เลย

เชื้อไวรัสจะส่งผลให้ระดับเม็ดเลืดขาวที่เรียกว่าซีดีโฟร์ลดลงอย่างช้า ๆ จนผู้ป่วยเริ่มเกิดอาการของเอชไอวีเกิดขึ้น เช่นฝ้าในปาก ผึ่นคันตามตัว น้ำหนักลด โดยส่วนใหญ่มักเกิดอาการเมื่อระดับซีดีโฟร์ต่ำกว่า 200 cell/mm3

อัตราเฉลี่ยของประเทศไทยตั้งแต่รับเชื้อจนเริ่มป่วยใช้เวลา 7-10 ปี ในช่วงที่เรามีเชื้อเอชไอวีอยู่ในร่างกายแต่ไม่ป่วยเพราะเรายังมีภูมิคุ้มกันที่ยังควบคุม หรือจัดการกับเชื้อโรคที่เข้าสู่ร่างกายได้ เรียกว่า เป็นผู้ติดเชื้อ และเมื่อภูมิคุ้มกันถูกทำลายเหลือจำนวนน้อย จนไม่สามารถควบคุม หรือจัดการกับเชื้อโรคบางอย่างได้ทำให้เราป่วยด้วยเชื้อโรคนั้น ๆ เรียกว่าเราเริ่มมี ภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง เป็นผู้ป่วยเอดส์ โรคที่เราป่วยเนื่องจากภาวะภูมิบกพร่อง เรียกว่า โรคฉวยโอกาส

30 ปีน้ำแข็งขั้วโลกเหนือละลาย

เมื่อหลายปีก่อนนักวิทยาศาสตร์บางกลุ่มได้ค้นคว้าวัยเกี่ยวกับน้ำแข็งในขั้วโลกลเหนือว่า 80% ของแผ่นน้ำแข็งทั้งหมดจะละลาย
ในอีก 90 ปีข้างหน้าแต่หลังจากที่ ได้ทำการวิจัยใหม่โดยคำนวนกับข้อมูลจาก ผลกระทบของภาวะโลกร้อน แล้ว ทำให้ได้ผลลัพย์
ที่น่าเป็นห่วงยิ่งนักเพราะ เวลานั้นลดลงเหลือแค่ 30 ปีเท่านั้นก่อนที่น้ำแข็งขั้วโลกเหนือจะละลาย

“หลังจากฤดูร้อนปีนี้จำนวนแผ่นน้ำแข็งที่ปกคลุมมหาสมุทรที่ขั้วโลกเหนือนั้นอาจจะลดลงเหลือแค่ประมาณ 1 ล้านตาราง
กิโลเมตร” นักวิจัยในสหรัฐผู้เขียน The Study published Thursday ได้ทำนายไว้







“เมื่อเปรียบเทียบพื้นที่น้ำแข็งในขณะนี้ซึ่งมีมากถึง 4.6 ล้านกิโลเมตร”
นักวิทยาศาสตร์ได้ทำแบบจำลองขึ้นมาโดยจำลองการเปลี่ยนแปลงของน้ำแข็งในขั้วโลกเหนือ เหมือนในฤดูร้อนปี 2007 และ
2008 ซึ่งพื้นที่ๆ ปกคลุมด้วยน้ำแข็งนั้นลดลงถึง 300,000 ตารางกิโลเมตร จาก 4.6 ล้านตารางกิโลเมตรเหลือแค่ 4.3ล้านตารางกิโลเมตรโดยผลการจำลองการเปลี่ยนแปลงของน้ำแข็งในขั้วโลกเหนือนั้นออกมาแล้วว่าอีก 32 ปีข้างหน้ามีสิทธิที่น้ำแข็งที่ปกคลุมขั้วโลกเหนือจะละลาย แต่ยังมีนักวิทยาศาสตร์บางกลุ่มออกมาบอกว่าอีกแค่ 11 ปีเท่านั้นน้ำแข็งจะละลาย
แต่การที่น้ำแข็งละลายนั้นทำให้คนบางกลุ่มออกมาบอกว่าเป็นข้อดีอย่างหนึ่งสำหรับการส่งสินค้าทางเรือ หรือ การขุดเจาะน้ำมัน

วันเสาร์ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

วัยรุ่นไทยเกินครึ่ง สนใจการทำศัลยกรรมความงาม




ผลสำรวจเด็กดีโพลพบว่า ปัจจุบัน ศัลยกรรมความงามไม่เพียงได้รับความสนใจแพร่หลายและเต็มไปด้วยข้อมูลข่าวสารที่เชื่อถือได้ ทำให้การทำศัลยกรรมความงามไม่ใช่เรื่องน่ากลัวอย่างเมื่อก่อนเท่านั้น แต่ยังพบข้อมูลที่น่าสนใจกว่าคือ เยาวชนไทยสนใจทำศัลยกรรมความงามมากถึง 57.77% หมายถึงกลุ่มคนที่สนใจและเริ่มทำศัลยกรรมความงามมีอายุเฉลี่ยลดลง หรือหมายถึงคนที่มีอายุน้อยเริ่มสนใจทำศัลยกรรมมากขึ้นนั่นเอง โดยจากการสำรวจแยกตามช่วงอายุพบว่า เยาวชนไทยช่วงอายุ 18-22 ปี เป็นกลุ่มที่สนใจทำศัลยกรรมความมากที่สุดถึง 68.88%
เมื่อสอบถามเกี่ยวกับความปลอดภัยในการทำศัลยกรรมพบว่า เยาวชน 59.82% ให้ความไว้วางใจในความปลอดภัยจากการศัลยกรรมความงาม นั่นหมายความว่า ปัจจุบันวัยรุ่นมีทัศนคติที่ดีต่อการศัลยกรรมเสริมความงามมากขึ้น ทั้งในด้านของการให้การยอมรับต่อตัวผู้ทำศัลยกรรมความงาม และความเชื่อถือในตัวศัลยแพทย์อีกอีกด้วย


"จมูก" เป็นอวัยวะที่นิยมศัลยกรรมความงามมากที่สุด
ปัจจุบัน อวัยวะชิ้นเล็กแต่โดดเด่นที่สุดในใบหน้าอย่างจมูก กลับได้รับความนิยมในการทำศัลยกรรมมากที่สุด โดยพบว่า ในกลุ่มเยาวชนที่เคยทำศัลยกรรมเสริมความงามนั้น มีเยาวชนที่เคยทำศัลยกรรมจมูกแล้วถึง 59.25% รองลงไปคือการลบรอยแผลเป็น รักษาผิวหรือทำหน้าใส 46.82% ขณะที่อวัยวะที่เคยได้รับความนิยมและตกเป็นข่าวดังจากผลข้างเคียงของการศัลยกรรมในช่วงหนึ่งอย่างการเสริมหน้าอกมีเพียง 1.73% เท่านั้น
แสดงให้เห็นว่า ปัจจุบันแม้ทัศนคติของวัยรุ่นต่อการทำศัลยกรรมความงามจะมีแนวโน้มที่ดีและได้รับความสนใจมากขึ้น แต่การตัดสินใจทำหรือไม่ทำนั้น ก็ยังขึ้นอยู่กับค่านิยมของสังคมว่า ต้องสวย ต้องดูดี จึงจะได้รับความสนใจ ดังที่สังเกตได้จากการสำรวจเหตุผลของการตัดสินใจทำศัลยกรรมความงามที่พบว่า เยาวชนไทย 81.82% ตัดสินใจทำศัลยกรรมความเพราะต้องการให้ตนเองดูดีขึ้น




วัยรุ่นไทยเกือบครึ่ง "อยากทำ" แต่ยังหวั่น "ผลกระทบ"
แม้ว่าวัยรุ่นส่วนใหญ่จะให้ความสนใจในการทำศัลยกรรมความงาม โดยเชื่อถือในมาตรฐานและความปลอดภัย แต่อย่างไรก็ดี ยังมีวัยรุ่นอีกเกือบครึ่งที่สนใจทำศัลยกรรมความงามแต่ยังกังวลต่อผลกระทบและผลข้างเคียงที่ตามมา โดยมีวัยรุ่นถึง 41.42% ที่ยังไม่สนใจทำศัลยกรรมความงามเพราะกลัวอันตราย ขณะที่ มีเพียงส่วนน้อยที่ให้เหตุผลของการไม่ทำศัลยกรรมความงามว่ากลัวไม่เป็นที่ยอมรับในสังคม
นั่นแสดงให้เห็นว่า ความไม่มั่นใจในความปลอดภัยรวมถึงการที่สังคมไม่ยอมรับดังกล่าว อาจเป็นผลมาจากข่าวผลข้างเคียงและผลกระทบจากการทำศัลยกรรมความงามที่ถูกนำเสนอออกมาเป็นระยะ เช่น ข่าวการเสพติดศัลยกรรม ข่าวการฉีดสารบางอย่างเข้าร่างกายโดยไม่ถูกต้องตามหลักการแพทย์ ข่าวผลกระทบต่างๆ จากการศัลยกรรมผิดกฎหมาย หรือไม่ได้มาตรฐานและความปลอดภัย รวมถึงการไม่มีกฎหมายบังคับเกี่ยวกับการทำศัลยกรรมกระทั่งก่อให้เกิดคดีความหลากหลายตามมา รวมถึงกระแสการวิพากษ์วิจารณ์ผู้ที่ทำศัลยกรรมความงามว่าทำแล้วดีหรือไม่ดี




วัยรุ่นเชื่อ "หมอเก่ง" และศัลยกรรมความงามทำให้ "ดูดีขึ้น"
จากการสอบถามความคิดเห็นของวัยรุ่นที่ทำศัลยกรรมความงามแล้วพบว่า ก่อนตัดสินใจทำศัลยกรรมความงามได้มีการค้นคว้าข้อมูลและสอบถามผู้รู้จนแน่ใจ โดยยอมรับว่าตัดสินใจทำเพราะเชื่อว่าจะช่วยเสริมบุคลิก ทำให้ตนเองดูดีขึ้น ทั้งนี้ได้มีการปรึกษาผู้ปกครองก่อน ส่วนผลที่ออกมาหลังจากทำศัลยกรรมความงามแล้ว โดยรวมมีความพอใจ แต่หากจะให้แนะนำผู้อื่นต่อ คงให้เพียงข้อมูลประกอบการตัดสินใจ แต่จะไม่ชี้นำ
ด้านวัยรุ่นที่ไม่ได้ทำศัลยกรรมและไม่คิดจะทำให้ความเห็นว่ากลัวเจ็บ และกังวลว่าผลจะออกมาไม่ดีอย่างที่คิด แต่ทั้งนี้ก็เชื่อว่า สมัยนี้แพทย์มีความชำนาญและน่าเชื่อถือมากขึ้น

มี "ตัวอย่าง" จึงอยากทำ หรือไม่อยากทำตาม "ตัวอย่าง"
อย่างไรก็ดี ความคิดเห็นของเยาวชนไทยที่เข้ามาทำการสำรวจโพลครั้งนี้ มีทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับการทำศัลยกรรมเสริมความงาม ซึ่งผู้ที่เห็นด้วยยอมรับว่า การทำศัลยกรรมเสริมความงามแทบจะถือว่าเป็นเรื่องปกติในสังคมปัจจุบัน อีกทั้งให้ความสำคัญกับใบหน้าเป็นหลัก โดยเลือกทำศัลกรรมที่ใบหน้าก่อน รวมถึงผิวพรรณก็เป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้กัน โดยกลุ่มที่เห็นด้วยให้ความเชื่อถือในความปลอดภัยจากการทำศัลยกรรมเสริมความงาม โดยบางส่วนมีตัวอย่างมาจากการทำศัลยกรรมเสริมความงามของศิลปินดาราที่ทำแล้วดูดีขึ้น ส่วนคนที่ไม่เห็นด้วยนั้น กังวลถึงอันตรายเป็นหลัก อาจเพราะ มีตัวอย่างจากผู้เสียหายที่ได้รับผลกระทบจากการทำศัลยกรรมความงาม ดังที่ได้กล่าวไปแล้ว อีกทั้งยังมองว่าไม่มีความจำเป็น และยังเป็นความสิ้นเปลือง เนื่องจากไม่มีความจำเป็นในการใช้รูปร่างหน้าตาในการประกอบอาชีพเหมือนศิลปินดารา ทั้งนี้ศิลปินดาราต่างก็มีความโดดเด่นอยู่แล้ว จึงยากที่จะเลียนแบบ อีกทั้งการทำศัลยกรรมความงามนั้น ยังต้องคำนึงถึงโครงสร้างร่างกายเป็นหลักอีกด้วย อย่างไรก็ดี จากผลสำรวจดังกล่าวประกอบกับความคิดเห็นจากผู้เกี่ยวข้องยืนยันได้ว่า แม้ทัศนคติของเยาวชนไทยต่อการทำศัลยกรรมจะเปลี่ยนแปลงไปและมีแนวโน้มว่าจะเริ่มทำกันมากขึ้น แต่ด้านแพทย์ก็ไม่ละทิ้งเรื่องของมาตรฐานและความปลอดภัย ส่วนผู้ที่สนใจจะทำก็มีการค้นคว้าข้อมูลประกอบเพิ่มขึ้น อีกทั้งส่วนมากยังอยู่ในความยินยอมของผู้ปกครอง ดังนั้น สิ่งที่น่ากังวลในลำดับต่อไปคงไม่ใช่เรื่องของผลกระทบจากการทำศัลยกรรมเสริมความงาม แต่เป็นค่านิยมของสังคมปัจจุบันว่า คนที่ดูดี หน้าตาดี เท่านั้นที่จะได้รับการยอมรับ ซึ่งผู้เกี่ยวข้องควรให้ความสำคัญและดูแลอย่างใกล้ชิด

วันอาทิตย์ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

อัญชัน : กินก็ได้ ทาก็ได้




อัญชันเป็นไม้เลื้อย ดอกอัญชันมีทั้งดอกซ้อนและดอกเดี่ยว (ดอกลา) มีทั้งอัญชันดอกขาว และอัญชันดอกน้ำเงิน ที่นิยมใช้มาปลูกผมปลูกคิ้วคือดอกม่วง คนยุค 2000 จะรู้จักอัญชันจากแชมพูสระผม และครีมนวดผม ที่มีการนำสาร สกัดจากอัญชันผสมลงไป เพราะคนโบราณเชื่อกันว่า อัญชันช่วยปลูกผมปลูกคิ้ว ดังเช่นในกาพย์ห่อโครงนิราศธารอโศกบรรยายไว้ว่า

"อัญชันคิดอัญชัน ทาคิ้วมันกันเฉิดฉาย ชำเลืองเยื้องตาชาย ชายชมนักมักแลตาม"

อัญชันจึงเป็นเครื่องสำอางสำหรับสาวสมัยก่อน ที่ยังไม่มีเทคโนโลยีในการเขียนคิ้วถาวร ทั้งช่วยทำให้คิ้วมันเฉิดฉายและช่วยปลูกคิ้ว ในเด็กที่ผมบางก็มักนิยมใช้อัญชันไปขยี้ทาหนังศ๊รษะไว้ เชื่อว่าน้ำคั้นจากดอกอัญชันทำให้ผมดกดำได้ ที่เป็นเช่นนั้นอาจเป็นเพราะว่า ดอกอัญชันมีสารแอนโทรไซยานิน ซึ่งมีคุณสมบัติเพิ่มการไหลเวียนของเลือดในหลอดเล็กๆ ทำให้เลือดไปเลี้ยงรากผมมากขึ้น ดอกสีน้ำเงิน มีสารจำพวกแอนโธไซยานิน (anthocyanin) ซึ่งเป็นสารที่จะเปลี่ยนสีตามความเป็นกรดด่าง ถ้าสภาพออกมาทางด่างจะให้สีน้ำเงินเข้ม ถ้าสภาพออกไปทางกรดจะให้สีออกแดง สีจากดอกอัญชันนิยมแต่งสีน้ำเงินในขนมต่างๆ เช่น ขนมเรไร ขนมขี้หนู ขนมน้ำดอกไม้ ขนมชั้น และยังสามารถทำให้ได้สีม่วง โดยนำดอกอัญชันมาบดเติมน้ำเล็กน้อย กรองคั้นเอาแต่น้ำซึ่งจะได้สีน้ำเงิน เติมมะนาวลงไปเล็กน้อยจะได้สีม่วง

นอกจากใช้อัญชันแต่งสีผสมอาหารแล้ว บางท้องที่ยังนิยมทำน้ำดอกอัญชันดื่มแก้กระหายอีกด้วย วิธีทำก็ง่ายมาก เพียงใส่น้ำลงในหม้อสัก 4 แก้ว ต้มให้เดือด หลังจากนั้นใส่ดอกอัญชันสดหรือแห้งก็ได้ประมาณ 1 หยิบมือ (4 กรัม) ต้มต่อสัก 5 นาที จะได้น้ำอัญชันสีน้ำเงินสวยใส ใส่น้ำตาลกรวดพอหวาน จะดื่มแบบร้อนหรือเย็นก็ได้ ปัจจุบันพบว่า สารแอนโธไชยานินที่มีอยู่มากในดอกอัญชันนี้ มีประโยชน์มากมายต่อสุขภาพ เช่น การเพิ่มความสามารถในการมองเห็น เนื่องจากสารตัวนี้ไปเพิ่มการไหลเวียนในหลอดเลือดเล็กๆ เช่น หลอดเลือดส่วนปลาย การเพิ่มการไหลเวียนของหลอดเลือดส่วนปลายนี้ จะทำให้กลไกที่ทำงานเกี่ยวกับการมองเห็นแข็งแรงขึ้น เพราะมีเลือดมาเลี้ยงมากขึ้น

มีการศึกษาวิจัยทางคลินิก เกี่ยวกับความสามารถของสารแอนโธไซยานิน ในการเพิ่มประสิทธิภาพของตา เช่น ตาเสื่อมจากโรคเบาหวาน โรคต้อหิน โรคต้อกระจก เป็นต้น สารแอนโธไซยานินนี้ จะพบในผลไม้และดอกไม้ที่มีสีน้ำเงิน สีแดง หรือสีม่วง มีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ (antioxidant) จากธรรมชาติ โดยที่พืชจะสร้างสารนี้มา เพื่อป้องกันดอกหรือผลตัวเอง จากอันตรายของแสงแดดหรือโรคภัยของตัวเอง

คงไม่ต้องเดาว่า ถ้าเราจะทำน้ำดอกอัญชัน หรือผสมอัญชันเป็นสารแต่งสีในขนมต่างๆ เช่นขนมชั้น ขนมขี้หนู วุ้นกระทิ ถั่วแปบ ซ่าหริ่ม ขนมเรไร ขนมน้ำดอกไม้ เหล่านี้นั้น จะมีประโยชน์อย่างไรต่อสุขภาพ ตำรายาไทยยังได้กล่าวถึงสรรพคุณของอัญชันไว้ว่า รากมีรสเย็นใช้เป็นยาขับปัสสาวะ แก้ปัสสาวะพิการ เป็นยาระบาย ช่วยบำรุงสายตา แก้ตาอักเสบ ตาฟาง ตาแฉะ นอกจากนี้ยังมีการนำรากอัญชันมาถูฟันแก้ปวดฟัน ทำให้ฟันคงทนแข็งแรง เมล็ดใช้เป็นยาระบายแต่จะทำให้คลื่นไส้อาเจียน

อัญชันปลูกง่ายมีสีสวย นิยมปลูกเป็นไม้ประดับและยังสามารถใช้เป็นเครื่องสำอางชั้นดีได้อีกด้วย

วันอังคารที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

ภัยดัดฟันแฟชั่น



หมอแฉภัยแฟชั่นโจ๋ ดัดฟันเก๊! ทำจากลวดตากผ้า
ทันตแพทยสภาแฉสาวแฟชั่นฟันเหล็ก หันไปเล่นของปลอมตามตลาดนัดแผงลอยกันมาก เพราะราคาแค่ 50 บาทเท่านั้น ส่งผลให้เป็นโรคเหงือกเป็นแผลกันมาก แฉน่ากลัวสุดๆ ลวดดัดฟันทำจากลวดราวตากผ้าธรรมดานี่เอง มีส่วนผสมของโลหะอันตรายที่ดูดซึมเข้าร่างกายได้ ทั้งสารหนู สารตะกั่ว สารแคดเมียม แถมไม่มีตัวล็อกแบบของมาตรฐาน อาจพลัดหลุดลงคอถึงตายได้ แฟชั่นการจัดฟันแบบผิดๆ ที่แม้จะราคาเพียง 50-120 บาท แต่ถ้าเกิดปัญหาในช่องปาก จะต้องเสียค่าใช้จ่ายในการรักษาฟัน เหงือก และโรคต่างๆ ที่ตามมาอีกมากมาย ตามมาอีกมากมาย ความสวยงามที่แลกด้วยความเจ็บปวด เสียสุขภาพปากนั้นไม่คุ้มค่า แฟชั่นจัดฟันไม่ได้มีแค่ในเด็กมหาวิทยาลัยหรือมัธยม แต่ระบาดลามไปถึงเด็กประถมแล้ว เพราะลวดจัดฟันปลอมมีราคาถูก เข้าใจว่าประเทศไทย เป็นแห่งเดียวที่มีลวดจัดฟันปลอม คงเป็นต้นกำเนิดแฟชั่นแบบนี้ ซึ่งทางทันตแพทยสภาได้ทำหนังสือไปถึงรมว.สาธารณสุข กองประกอบโรคศิลปะ และสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ให้ตรวจสอบดำเนินความผิดกับพ่อค้าหัวใสแล้ว ส่วนท.พ.ญ.นฤมล ทวีเศรษฐ์ ผู้เชี่ยวชาญสาขาทันตกรรมจัดฟัน ร.พ.รามาธิบดี กล่าวว่า การจัดฟันเป็นที่นิยมในหมู่วัยรุ่น แต่ราคาค่อนข้างแพงประมาณ 600-2,000 บาท จึงมีการใส่เครื่องมือเลียนแบบทันตแพทย์จัดฟัน ชนิดถอดได้และติดแน่น ชนิดถอดได้มีลักษณะคล้ายฟันปลอม มีฐานพลาสติกถอดได้ ลวดที่จัดฟันอาจมีลูกปัดติดตรงตำแหน่งหน้าฟัน ส่วนฐานพลาสติกมีหลายสีตามจินตนาการของผู้ใช้ อาจมีรูปการ์ตูนหรือดารา ขณะทำเครื่องมือชนิดนี้ต้องพิมพ์ปาก เพื่อนำไปเทปูนปลาสเตอร์ เครื่องมือที่ใช้กับคนไข้ต้องไม่ซ้ำกัน ป้องกันการติดเชื้อ แต่ที่ทำอยู่นี้ไม่ใช่ทันตแพทย์ แล็บทำฟันปลอมก็ใช้แม่พิมพ์ซ้ำกัน อาจนำเชื้อโรคจากปากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่งได้ง่าย เป็นความไม่สะอาดที่มองไม่เห็น ทำให้กดฟันหรือเหงือกจนเลือดออก ขณะที่ลวดที่ไม่ใช่ทันตแพทย์จัดฟันใช้ก็อาจเป็นสนิมได้ ฟันที่เรียงตัวดีๆ อาจเปลี่ยนทิศทาง มากขึ้น ท.พ.สมชาย กิจสนาโยธิน ประชาสัมพันธ์ทันตแพทยสภา กล่าวว่า


ปัญหาอีกเรื่องที่ได้รับการร้องเรียนมากเกือบทั่วทุกภาค คือมีคนอ้างตัวเป็นหมอฟันรับทำฟันปลอม ด้วยการหิ้วกระเป๋าใบเล็กๆ มีน้ำยา 2-3 ขวด และฟันปลอมพลาสติกเป็นแผง ออกไปให้บริการใส่ฟันปลอมติดแน่นตามหมู่บ้านชนบท โดยแบ่งเปอร์เซ็นต์ให้นายหน้า มักปฏิบัติการเป็นทีมประมาณ 5-6 คน อ้างว่าเป็นชาวไต้หวัน ญี่ปุ่น เกาหลี ทำเป็นพูดไทยไม่ชัด และสามารถทำฟันปลอมติดแน่นในเวลารวดเร็ว ราคาเพียง 2,000-3,000 บาท ใช้ได้ทันทีไม่ต้องไปคลินิกหรือร.พ. แต่ผลของการติดฟันปลอมเหล่านี้คือ บางคนเคี้ยวอาหารไม่ได้เลย บางคนน้ำลายไหลออกตลอดเวลา เป็นแผลเต็มปาก มีเลือดไหล และปากเหม็นมาก มีรายหนึ่งนอนตัวสั่นเป็นไข้ ญาติต้องรีบเหมารถส่งร.พ. ขณะที่อีกรายฟันปลอมที่ใส่ไม่แน่น ตกลงไปในลำคอขณะทานอาหาร ต้องรีบส่งโรงพยาบาลเพื่อเอาออก เกือบเสียชีวิต อีกทั้งลวดที่ทำจะหนาประมาณ 1-2 ม.ม. พลาสติกส่วนเกินจะบาดเหงือกและเนื้อเยื่อในช่องปาก ถ้าปล่อยทิ้งไว้นานๆ อาจเกิดมะเร็งในช่องปากได้ "ขณะนี้โครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค เปิดบริการใส่ฟันปลอม สำหรับประชาชนที่มีบัตรทองทุกคน และในวโรกาสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระชนมายุ 80 พรรษา กระทรวงสาธารณสุขจึงเปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุใส่ฟันปลอมทั้งปากหรือบางส่วนฟรี ซึ่งสามารถไปขอลงทะเบียนรับบริการได้ที่หน่วยงานบริการสาธารณสุขทุกแห่ง ได้ตั้งแต่วันที่ 21 ต.ค.ที่ผ่านมา"


ไดโดเสาร์

ไดโนเสาร์ คืออะไร ในสมัยดึกดำบรรพ์มีจริงหรือไม่ สูญพันธุ์ ไปหมดแล้วจริงหรือ เราศึกษาเรื่องราวเกี่ยวกับไดโนเสาร์ได้อย่างไรและอีกหลากหลาย คำถามที่ต้องการค้นหาคำตอบ




คำว่าไดโนเสาร์ ถูกใช้ครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2384 โดยนาย ริชาร์ด โอเวนนักกายวิภาค วิทยา ชาวอังกฤษ ตั้งขึ้นเพื่อใช้เรียกสัตว์ชนิดหนึ่งที่ขุดพบในรูปของซากดึกดำบรรพ์ เป็น โครงกระดูกขนาดใหญ่ โดยนายริชาร์ด ใช้คำว่า ไดโนเสาร์เพราะมาจากภาษาอังกฤษว่า dinosaurs เป็นคำผสมจากภาษากรีก ว่า deinos ซึ่งแปลว่า น่าเกลียดน่ากลัว กับคำว่า sauros แปลว่า กิ้งก่า ดังนั้น ไดโนเสาร์ จึงมีความหมายตามตัวอักษรว่า กิ้งก่าที่น่าเกลียด น่ากลัว ซึ่งอาจจะน่ากลัวในสายตาของนายริชาร์ด และอาจจะไม่น่ากลัวเลยในสายตาของนักวิทยาศาสตร์บางคนความรู้เกี่ยวกับไดโนเสาร์นั้น ส่วนใหญ่ได้มาจากซากดึกดำบรรพ์ที่เรียกตามศัพท์วิทยาศาสตร์ว่า ฟอสซิล ไม่ว่าจะเป็นฟอสซิลโครงกระดูก รอยเท้า เปลือกไข่ อุจจาระ ตลอดจนกลายสภาพเป็นหินแข็งอยู่ภายใต้ผิวโลก ครั้นเวลาผ่านไปเปลือกโลกมีการเคลื่อนตัว ซากฟอสซิลเหล่านี้จึงปรากฏบนพื้นผิวโลกให้เห็นตามที่ต่าง ๆ เป็นหลักฐานศึกษาการวิวัฒนาการของไดโนเสาร์ได้เป็นอย่างดี ความจริงแล้วมนุษย์เคยค้นพบกระดูก และรอยเท้าไดโนเสาร์มาเป็นเวลานานแล้ว เพียง แต่ว่าผู้คนยุคต้น ๆ นั้น คิดว่าเป็นซากดึกดำบรรพ์ของกิ้งก่า มังกรหรือแม้กระทั่งนกกาเหว่า ยักษ์ จนกระทั่ง นายริชาร์ด ได้ให้ความเห็นว่า โครงกระดูกของสัตว์เหล่านั้น เป็นของสัตว์ กลุ่มหนึ่งที่มีความสัมพันธ์เกี่ยวโยงใกล้ชิดกับพวกกิ้งก่า แต่ไม่จัดเป็นพวกกิ้งก่า ซึ่งถ้าดูจากโครงสร้างของโครงกระดูกตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน พอจะแยกออกได้เป็น 7 ลักษณะ นักโบราณคดีและนักชีววิทยา ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับไดโนเสาร์ไว้ว่า ถ้าแบ่งช่วงเวลาที่ไดโนเสาร์มีชีวิตอยู่ในโลก จะแบ่งออก
ได้เป็น 3 ช่วง คือ

1. ช่วงไตรแอสสิก (Triaassic) เป็น
ช่วงแรกของการเกิดไดโนเสาร์ คือ
ประมาณ 250- 205 ล้านปีมาแล้ว

2. ช่วงจูราสสิก (Jurassic) เป็น
ช่วงที่ไดโนเสาร์มีชีวิตอยู่ประมาณ
205-135 ล้านปีมา แล้ว ในช่วงนี้มีไดโนเสาร์หลากหลายชนิด ทั้งมีเขาไม่มีเขา มีเกราะ ไม่มีเกราะ คอยาว คอสั้น ตลอดจนวิวัฒนาการไปเป็นสัตว์ปีก

3. ช่วงครีเตเชียส (Cretaceous)
เป็นช่วงที่ไดโนเสาร์มีชีวิตอยู่ประมาณ
135-66 ล้านปีมาแล้วเป็นช่วงสุดท้าย
ของไดโนเสาร์ซึ่งจะมีวิวัฒนาการสูงสุด
และสูญพันธุ์ไปในที่สุด

วันพฤหัสบดีที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

ดอกลาเวนเดอร์ช่วยลดความตื่นเต้นได้



ทีมนักวิจัยมหาวิทยาลัยเซนทรัล แลงแคชเชียร์ ของอังกฤษ ได้พบในการศึกษา ด้วยการคอยตรวจวัดดูอัตราการเต้นของหัวใจ ของกลุ่มสตรีที่ให้ดูภาพยนตร์เรื่องตื่นเต้นน่ากลัว เมื่อได้ดมน้ำหอมกลิ่นดอกลาเวนเดอร์ไปด้วย พบว่าจะไม่ค่อยเต้นเร็วขึ้นเท่าใด แสดงว่าอยู่ในภาวะผ่อนคลาย ตลอดเวลาของการชม ในขณะที่กลุ่มผู้ชายที่เปรียบเทียบกัน กลับมีอาการตื่นเต้นมากกว่า อย่างเช่น เหงื่อมือออก แม้ว่าจะดมกลิ่นน้ำหอมด้วยเหมือนกัน
หัวหน้าคณะนักวิจัย บอกชี้แจงว่า ยังไม่ทราบสาเหตุว่า ทำไมน้ำหอมจึงมีผลแต่กับผู้หญิงเท่านั้น ก่อนหน้านี้เมื่อปีกลาย นักวิจัยของวิทยาลัยคิงส์ คอลเลจลอนดอน ก็เคยรายงานว่า กลิ่นหอมๆ ช่วยให้บรรดาคนไข้ที่มาคอยรอรับการรักษา คลายความรู้สึกร้อนอกร้อนใจลงได้ พร้อมกับเสนอด้วยว่า ควรจะมีการปล่อยกลิ่นหอม ตามห้องคนไข้ที่มารอหาหมอ ซึ่งเหมือนกับเป็นการให้การบำบัดรักษาถึงที่