วันพฤหัสบดีที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

ประโยชน์ที่ซ่อนอยู่ในกระเทียม




กินเป็นประจำทำให้ผิวหนังสะอาด >> กระเทียมจะช่วยเข้าไปทำความสะอาดเลือด ทำให้ผิวหนังดูดีขึ้น และยังช่วยรักษาผิวหนังที่เป็นตุ่มแผล ด่างดำ สิว และฝี อีกด้วย

ช่วยลดความดัน >> การกินกระเทียมจะช่วยลดความดันโลหิตสูง เพราะจะช่วยเข้าไปขยายเส้นเลือดให้กว้างขึ้น

ป้องกันหลอดเลือด >> พืชสมุนไพรชนิดนี้สามารถป้องกันผนังหลอดเลือดไม่ให้หนาและแข็งตัวได้ เพราะกระเทียมจะช่วยเข้าไปยับยั้งการสร้างสารกรมโปเซนบี 2 ซึ่งเป็นตัวการที่ทำให้เลือดจับตัวเป็นก้อน และยังเป็นสาเหตุที่ทำให้เป็นโรคความดันโลหิตสูงอีกด้วย

วันพุธที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

ภาวะโลกร้อน (Global Warming)



ภาวะโลกร้อน (Global Warming) หรือ ภาวะภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง (Climate Change) เป็นปัญหาใหญ่ของโลกเราในปัจจุบัน สังเกตได้จาก อุณหภูมิ ของโลกที่สูงขึ้นเรื่อยๆ สาเหตุหลักของปัญหานี้ มาจาก ก๊าซเรือนกระจก ค่ะ (Greenhouse gases)

ปรากฏการณ์เรือนกระจก มีความสำคัญกับโลก เพราะก๊าซจำพวก คาร์บอนไดออกไซด์ หรือ มีเทน จะกักเก็บความร้อนบางส่วนไว้ในในโลก ไม่ให้สะท้อนกลับสู่บรรยากาศทั้งหมด มิฉะนั้น โลกจะกลายเป็นแบบดวงจันทร์ ที่ตอนกลางคืนหนาวจัด (และ ตอนกลางวันร้อนจัด เพราะไม่มีบรรยากาศ กรองพลังงาน จาก ดวงอาทิตย์) ซึ่งการทำให้โลกอุ่นขึ้นเช่นนี้ คล้ายกับหลักการของ เรือนกระจก (ที่ใช้ปลูกพืช) จึงเรียกว่า ปรากฏการณ์เรือนกระจก (Greenhouse Effect)แต่การเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องของ CO2 ที่ออกมาจาก โรงงานอุตสาหกรรม รถยนต์ หรือการกระทำใดๆที่เผา เชื้อเพลิงฟอสซิล (เช่น ถ่านหิน น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ หรือ สารประกอบไฮโดรคาร์บอน ) ส่งผลให้ระดับปริมาณ CO2 ในปัจจุบันสูงเกิน 300 ppm (300 ส่วน ใน ล้านส่วน) เป็นครั้งแรกในรอบกว่า 6 แสนปี ซึ่ง คาร์บอนไดออกไซด์ ที่มากขึ้นนี้ ได้เพิ่มการกักเก็บความร้อนไว้ในโลกของเรามากขึ้นเรื่อยๆ จนเกิดเป็น ภาวะโลกร้อน ดังเช่นปัจจุบันภาวะโลกร้อนภายในช่วง 10 ปีนับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2533 มานี้ ได้มีการบันทึกถึงปีที่มีอากาศร้อนที่สุดถึง 3 ปีคือ ปี พ.ศ. 2533, พ.ศ.2538 และปี พ.ศ. 2540 แม้ว่าพยากรณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ยังมีความไม่แน่นอนหลายประการ แต่การถกเถียงวิพากษ์วิจารณ์ได้เปลี่ยนหัวข้อจากคำถามที่ว่า "โลกกำลังร้อนขึ้นจริงหรือ" เป็น "ผลกระทบจากการที่โลกร้อนขึ้นจะส่งผลร้ายแรง และต่อเนื่องต่อสิ่งที่มีชีวิตในโลกอย่างไร" ดังนั้น ยิ่งเราประวิงเวลาลงมือกระทำการแก้ไขออกไปเพียงใด ผลกระทบที่เกิดขึ้นก็จะยิ่งร้ายแรงมากขึ้นเท่านั้น และบุคคลที่จะได้รับผลกระทบมากที่สุดก็คือ ลูกหลานของพวกเราเอง

ภาวะโลกร้อนเป็นภัยพิบัติที่มาถึง โดยที่เราทุกคนต่างทราบถึงสาเหตุของการเกิดเป็นอย่างดี นั่นคือ การที่มนุษย์เผาผลาญเชื้อเพลิงฟอซซิล เช่น ถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ เพื่อผลิตพลังงาน เราต่างทราบดีถึงผลกระทบบางอย่างของภาวะโลกร้อน เช่น การละลายของน้ำแข็งในขั้วโลก ระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น ความแห้งแล้งอย่างรุนแรง การแพร่ระบาดของโรคร้ายต่างๆ อุทกภัย ปะการังเปลี่ยนสีและการเกิดพายุรุนแรงฉับพลัน โดยผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด ได้แก่ ประเทศตามแนวชายฝั่ง ประเทศที่เป็นเกาะ และภูมิภาคที่กำลังพัฒนาอย่างเอเชียอาคเนย์ จากการทำงานของคณะกรรมการของรัฐบาลนานาชาติ ว่าด้วยเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่มีองค์การวิทยาศาสตร์ ได้ร่วมมือกับองค์การสหประชาชาติ เฝ้าสังเกตผลกระทบต่างๆ และได้พบหลักฐานใหม่ที่แน่ชัดว่า จากการที่ภาวะโลกร้อนขึ้นในช่วง 50 กว่าปีมานี้ ส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการกระทำของมนุษย์ ซึ่งส่งผลกระทบอย่างต่อเนื่องให้อุณหภูมิของโลกเพิ่มขึ้นในทุกหนทุกแห่ง ประมาณ 1.4-5.8 องศาเซลเซียส

วันอาทิตย์ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

10 วิธีการกินอาหารเพื่อสุขภาพที่ดี



ในแต่ละวันเราจำเป็นต้องรับประทานอาหารมากมาย มีคำแนะนำจากหลายสำนักให้กินนั่น ห้ามกินนี่จนไม่รู้จะเชื่อใครดี วันนี้เราจึงมีเคล็ดลับง่ายๆ ของการกินให้ได้ประโยชน์สูงสุดต่อสุขภาพอย่างเต็มที่มาฝาก

1. กินอาหารเช้า เป็นพฤติกรรมพื้นฐานที่ส่งผลต่อจิตใจ และพลังชีวิตของคุณไปตลอดทั้งวัน และช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเส้นเลือด ลดอัตราเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ ช่วยเผาผลาญพลังงานให้ดีขึ้น ทำให้คุณกินอาหารในมื้ออื่นๆ น้อยลง

2. เปลี่ยนน้ำมันที่ใช้ปรุงอาหาร ยอมจ่ายแพงสักนิดใช้น้ำมันมะกอก หรือน้ำมันดอกทานตะวัน ปรุงอาหารแทนน้ำมันแบบเดิมที่เคยใช้ เพราะเป็นไขมันที่ไม่เป็นโทษต่อร่างกาย และมีกรดไขมันอิ่มตัวที่เป็นประโยชน์ ช่วยลดไขมันในเส้นเลือดได้เป็นอย่างดี

3. ดื่มน้ำให้มากขึ้น คนเราควรดื่มน้ำวันละ 2 ลิตรเป็นอย่างน้อย (ยกเว้นในรายที่ไตทำงานผิดปกติ) เพื่อหล่อเลี้ยงเซลล์ในร่างกาย ฟื้นฟูระบบขับถ่าย รักษาระดับความเข้มข้นของเลือด จะทำให้สดชื่นตลอดวันเลยทีเดียว

4. เสริมสร้างแคลเซียมให้กับกระดูก ด้วยการดื่มนม กินปลาตัวเล็กทั้งตัวทั้งก้าง เต้าหู้ ผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง ผักใบเขียว เพราะแคลเซียมเป็นสิ่งจำเป็นที่จะเสริมสร้างความแข็งแรงให้กับกล้ามเนื้อและกระดูก ทำให้ระบบประสาททำงานได้เต็มประสิทธิภาพ

5. บอกลาขนมและของกินจุบจิบ ตัดของโปรดประเภทโดนัท คุกกี้ เค้กหน้าครีมหนานุ่ม ออกจากชีวิตบ้าง แล้วหันมากินผลไม้เป็นของว่างแทน วิตามิน และกากใยในผลไม้ มีประโยชน์กว่าไขมัน และน้ำตาลจากขนมหวานเป็นไหนๆ

6. สร้างความคุ้นเคยกับการกินธัญพืชและข้าวกล้อง เมล็ดทานตะวัน ข้าวฟ่างและลูกเดือย รวมทั้งข้าวกล้องที่เคยคิดว่าเป็นอาหารนก ได้มีการศึกษาและค้นคว้าแล้ว พบว่า ช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจถึง 1 ใน 3 เลยทีเดียว เพราะอุดมไปด้วยไฟเบอร์ ที่ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล และควบคุมน้ำตาลในเลือดให้สมดุล

7. จัดน้ำชาให้ตัวเอง ทั้งชาดำ ชาเขียว ชาอู่ล่ง หรือเอิร์ลเกรย์ ล้วนแล้วแต่มีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระ การดื่มชาวันละ 1 ถึง 3 แก้ว ช่วยลดอัตราเสี่ยงมะเร็งกระเพาะอาหารถึง 30%

8. กินให้ครบทุกสิ่งที่ธรรมชาติมี คุณต้องพยายามรับประทานผักผลไม้ต่างๆ ให้หลากสี เป็นต้นว่า สีแดงมะเขือเทศ สีม่วงองุ่น สีเขียวบล็อกเคอรี สีส้มแครอท อย่ายึดติดอยู่กับการกินอะไรเพียงอย่างเดียว เพราะพืชต่างสีกัน มีสารอาหารต่างชนิดกัน แถมยังเป็นการเพิ่มสีสันการกินให้กับคุณด้วย

9. เปลี่ยนตัวเองให้เป็นคนรักปลา การกินปลาอย่างน้อยอาทิตย์ละครั้ง ได้ทั้งความฉลาดและแข็งแรง เพราะปลามีกรดไขมันโอเมก้า 3 และโปรตีน ที่ช่วยควบคุมการเต้นของหัวใจให้เป็นปกติ และบำรุงเซลล์สมอง ทั้งยังมีไขมันน้อย อร่อย ย่อยง่าย เหมาะสำหรับคนที่ต้องการหุ่นเพรียวลมเป็นที่สุด

10. กินถั่วให้เป็นนิสัย ทำให้ถั่วเป็นส่วนหนึ่งของอาหารที่คุณต้องกินทุกวัน วันละสัก 2 ช้อน ไม่ว่าจะเป็นของหวานของคาว หรือว่าของว่างก็ทั้งโปรตีน วิตามิน และแร่ธาตุสำคัญๆ หลายชนิด ต่างพากันไปชุมนุมอยู่ในถั่วเหล่านี้ ควรกินถั่วอย่างสม่ำเสมอ แต่ไม่ควรกินครั้งละมากๆ เพราะมีแคลอรี่สูง อาจ

โรงแรมอวกาศ



คงไม่มีอะไรที่มนุษย์ทำไม่ได้แล้วล่ะค่ะ เพราะอีกไม่นานนี้ “กาแล็กติก สวีท สเปซ รีสอร์ต” (Galactic Suite Space Resort) ในบาร์เซโลนา เตรียมเปิดให้บริการลูกค้าเข้าพักในโรงแรมกลางอวกาศเป็นครั้งแรกแล้ว โดยจะเปิดให้บริการในปี 2012 ถึงแม้ว่าจะมีเสียงวิจารณ์และตั้งคำถามถึงแหล่งเงินลงทุนตลอดจนกรอบเวลาที่ไม่น่าเป็นไปได้สำหรับโครงการมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์นี้

โดยบริษัทกาแล็กติก สวีทได้ตั้งราคาค่าบริการสำหรับลูกค้าที่ต้องการเข้าพักในโรงแรมอวกาศแห่งแรกของโลกไว้ที่ 3 ล้านยูโร (ราว 148 ล้านบาท) โดยคิดรวมค่าที่พักสามคืนและการฝึกอบรมก่อนขึ้นสู่อวกาศจริงอีก 8 สัปดาห์บนเกาะแห่งหนึ่ง

ในระหว่างเข้าพักในโรงแรมอวกาศ ลูกค้าจะได้ชมพระอาทิตย์ขึ้นวันละ 15 ครั้ง และท่องรอบโลกครบหนึ่งรอบทุกๆ 80 นาที โดยลูกค้าจะต้องสวมชุดเวลโคร (velcro)แบบมีตะขอเกี่ยวเพื่อให้สามารถไต่ไปตามผนังภายในยานอวกาศ ได้อย่างคล่องแคล่วประดุจ “สไปเดอร์แมน”





ข่าวล่าสุดได้รายงานว่าตอนนี้ฐานการบินอวกาศ “New Mexico of Spaceport America” กำลังอยู่ในระหว่างการก่อสร้าง โดยฐานการบินนี้จะเป็นฐานการบินอวกาศแห่งแรกที่รองรับลูกค้าในเชิงพาณิชย์และอุตสาหกรรมท่องเที่ยวในอวกาศที่กำลังอยู่ในขั้นบุกเบิกนี้

ริชาร์ด แบรนสัน ชาวอังกฤษเจ้าของบริษัทท่องอวกาศ “เวอร์จิน กาแล็กติก” จะใช้ฐานการบินแห่งนี้ในการส่งนักท่องเที่ยวที่ต้องการขึ้นไปท่องอวกาศแบบไม่ครบวงโคจรรอบโลก โดยคิดค่าบริการ 200,000 ดอลลาร์ต่อเที่ยว

“กาแล็กติก สวีท” ก่อตั้งเมื่อปี 2007 และคาดว่าจะเริ่มโครงการท่องเที่ยวในอวกาศด้วย แคปซูล “ห้องชุดโรงแรม” เพียง 1 ชุด ซึ่งลอยอยู่ที่ระดับความสูง 450 กิโลเมตรเหนือพื้นโลก และเคลื่อนที่ด้วยความเร็ว 30,000 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยมีขีดความสามารถที่จะรับรองลูกค้าได้ 4 คนกับนักบินอวกาศอีก 2 คน

สำหรับการเดินทางไปยัง “ห้องชุด” นี้จะต้องใช้เวลาถึงหนึ่งวันครึ่ง คลารามุนต์เปรียบเทียบว่าเป็นเหมือนกับการเดินทางไปพักผ่อนอย่างสงบเงียบบนภูเขา ซึ่งจะไม่มีเจ้าหน้าที่คอยต้อนรับเมื่อนักเดินทางไปถึงจุดหมาย
เมื่อนักท่องเที่ยวเข้าไปอยู่ในจรวดแล้ว ก็จะได้ใช้ชีวิตอยู่ในนั้น -ในจรวดและในแคปซูล เป็นเวลาสามวันด้วยกัน โดยเราได้วางระบบที่จะทำให้นักท่องเที่ยวมั่นใจว่าจะไม่ถูกทอดทิ้ง หลังจากนั้นครบสามวันแล้ว นักท่องเที่ยวก็จะกลับเข้าสู่จรวดขนส่งและเดินทางกลับสู่พื้นโลก” ทั้งนี้ที่ผ่านมา มีผู้แสดงความสนใจเดินทางไปพักผ่อนในโรงแรมอวกาศของกาแล็กติก สวีทแล้วกว่า 200 คนแล้ว และมีอย่างน้อย 43 คนที่ได้จองที่พักแล้วด้วย ขณะที่เวอร์จิน กาแล็กติก ก็มียอดผู้จองหรือชำระค่าท่องเที่ยวในอวกาศแล้วถึงราว 300 คนเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม กาแล็กติก สวีทระบุว่าบริษัทจะใช้จรวดของรัสเซียในการส่งลูกค้าขึ้นสู่อวกาศโดยมีฐานส่งจรวดอยู่ที่เกาะแห่งหนึ่งในแคริบเบียนซึ่งกำลังอยู่ในระหว่างการก่อสร้าง ทำให้มีผู้วิจารณ์ว่ากรอบเวลาที่บริษัทตั้งไว้นั้นดูไม่สมเหตุสมผล และยังตั้งคำถามด้วยว่าบริษัทได้เงินสนับสนุนโครงการมาจากแหล่งใด ซึ่งคลารามุนต์ตอบว่ามีมหาเศรษฐีนิรนามผู้สนใจเรื่องอวกาศอย่างมากได้ให้เงินสนับสนุนโครงการของเขาถึง 3,000 ล้านดอลลาร์

เขาค้อ

เขาค้อ ดินแดนแห่งขุนเขาและทะเลหมอก จังหวัดเพชรบูรณ์ เหตุที่เรียกเขาค้อเพราะสภาพในป่านั้นมีต้นค้อขึ้นมากกว่าพื้นที่อื่น ภูเขาที่สำคัญในเทือกนี้ได้แก่ เขาค้อ มียอดเขาสูงประมาณ 1,174 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล เขาย่า มียอดสูงประมาณ 1,290 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล และเขาใหญ่สูงประมาณ 865 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล นอกจากนั้นก็มี เขาตะเคียนโง๊ะ เขาหินตั้งบาตร เขาห้วยทราย เขาอุ้มแพ เป็นต้น ลักษณะป่าไม้ในแถบนี้มีเขตป่าเต็งรังหรือป่าไม้สลัดใบ ป่าสน และป่าดิบที่น่าสนใจคือ พันธุ์ไม้ ตระกูลปาล์ม ลักษณะคล้ายต้นตาล แต่ออกผลเป็นทะลายคล้ายหมาก แม้ปัจจุบันป่าจะถูกถางไปมากแล้วก็ตาม แต่ในเขตเขาค้อก็ยังมีให้เห็นอยู่บ้าง ภูมิอากาศบนเขาค้อเย็นตลอดปี และค่อนข้างเย็นจัดในฤดูหนาว








น้ำตกศรีดิษฐ์

เป็นน้ำตกหินชั้น มีน้ำตกตลอดทั้งปี เคยเป็นที่อยู่ของผกค. มาก่อน มีครกตำข้าวที่ ผกค. สร้างขึ้นโดยใช้พลังน้ำตก และที่นี่เป็นที่พักผ่อนรับประทานอาหารและเล่นน้ำได้ การเดินทางใช้ทางหลวงหมายเลข 2196 ถึงหลักกม.ที่ 17 แล้วเข้าทางหลวงหมายเลข 2325 อีกประมาณ 10 กม.แล้วแยกขวาเข้าน้ำตก





เจดีย์พระบรมสารีริกธาตุเขาค้อ และหอสมุดนานาชาติเขาค้อ
ตั้งอยู่บนยอดเขาติดกับหอสมุดนานาชาติเขาค้อ บ้านกองเนียม ต.เขาค้อ ที่ยอดเจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุซึ่งอันเชิญมาจากประเทศศรีลังกา เจดีย์แห่งนี้ชาวเพชรบูรณ์สร้างขึ้นเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเนื่องในวโรกาสทรงครองราชย์ครบ 50 ปี ในวันสำคัญทางศาสนาจะมีประชาชนและนักท่องเที่ยวมาร่วมกันประกอบพิธีกรรมทางศาสนาเช่น พิธีเวียนเทียน เป็นประจำ

ในเดือนธันวาคมของทุกปีจะมีการจัดงาน "วันนัดพบเอกอัครราชทูต ณ เขาค้อ" โดยเชิญเอกอัครราชทูตจากประเทศต่างๆมาร่วมชมการแสดงศิลปวัฒนธรรมของจังหวัด






แม่ฮ่องสอน วัดพระธาตุ ดอยกองมู







วัดพระธาตุดอยกองมู ตั้งอยู่บนดอยกองมูทางทิศตะวันตกของตัวเมืองแม่ฮ่องสอน เดินทางโดยแยกจากทางหลวงสาย 108 ตรงบริเวณอนุสาวรีย์พระยาสิงหนาทราชาขึ้นไปทางซ้ายมือ เป็นทางลาดยางขึ้นภูเขาไปอีกประมาณ 1.5 กิโลเมตร ก็จะถึงบริเวณวัด




วัดพระธาตุ ดอยกองมู เดิมมีชื่อเรียกว่า วัดปลายดอย เป็นปูชนียสถานคู่บ้านคู่เมืองที่สำคัญ ประกอบด้วยพระธาตุเจดีย์ที่สวยงาม 2 องค์ พระเจดีย์องค์ใหญ่สร้างโดย จองต่องสู่ เมื่อ พ.ศ. 2403 เป็นที่บรรจุพระธาตุของพระโมคคัลลานะเถระ ซึ่งนำมาจากประเทศพม่า ส่วนพระธาตุเจดีย์องค์เล็กสร้างเมื่อ พ.ศ. 2417 โดย พระยาสิงหนาทราชา เจ้าเมืองแม่ฮ่องสอนคนแรก จากวัดพระธาตุดอยกองมูนี้สามารถมองเห็นภูมิประเทศและสภาพตัวเมืองแม่ฮ่องสอนได้อย่างชัดเจนและสวยงามมาก วัดนี้มีงานเทศกาลประจำปีหลายงาน เช่น ในวันปีใหม่ วันสงกรานต์ โดยเฉพาะในวันออกพรรษาจะมีการตักบาตรดาวดึงส์ หรือตักบาตรเทโวด้วย






หมากฝรั่ง




แรกเริ่มนายพลอันโตนิโอ โลเปซ เอ็ก ซานตา อันนา แห่งเม็กซิโก ชอบเคี้ยวยางไม้จากต้นไม้ในป่าเม็กซิโก ที่ชาวเม็กซิโกรู้จักกันในชื่อชิคลิ ทำให้โทมัส อดัมส์ นักประดิษฐ์ สนใจและพัฒนาหมากฝรั่งออกมาเป็นเม็ดกลมเล็กๆ แต่ยังไม่มีรสชาติวางขายครั้งแรกปีค.ศ.1871 (พ.ศ.2414) ราคาเม็ดละ 1 เพนนี ในร้านขายยาเมืองโฮโบเค็น รัฐนิวเจอร์ซีย์ สหรัฐอเมริกา จากนั้นค่อยๆ แปลงโฉมเป็นแผ่นสี่เหลี่ยมแบนๆ


ต่อมา เภสัชกรจอห์น คอลแกน เติมรสชาติให้เป็นหมากฝรั่งรสขี้ผึ้งหอมทูโล ซึ่งเป็นตัวยาทางการแพทย์ รสชาติคล้ายยาแก้ไอน้ำเชื่อมของเด็ก และตั้งชื่อว่าแทฟฟี-ทูโล จากนั้นโทมัส อดัมส์เติมรสชะเอมและตั้งชื่อสินค้าว่าแบล๊กแจ๊ก ซึ่งเป็นหมากฝรั่งเติมรสรุ่นเก่าแก่ที่สุดที่ยังมีขายในปัจจุบัน


สำหรับหมากฝรั่งรสยอดนิยมเปปเปอร์มินต์ เกิดขึ้นในปีค.ศ.1880 (พ.ศ.2423) โดยนายวิลเลียม เจ.ไวต์ ผสมน้ำเชื่อม ข้าวโพด และเติมรสด้วยเปปเปอร์มินต์ ขณะที่หมากฝรั่งเป่าลูกโป่งเกิดขึ้นในปีค.ศ.1906 (พ.ศ.2449) โดย 2 พี่น้องเฮนรี่และแฟรงก์ ฟลีเออร์ แต่คุณภาพไม่ดีนักเป่าแล้วมักแตกและติดหน้าเหนอะหนะ จนในปีค.ศ.1928 (พ.ศ.2471) วอลเตอร์ เดมเมอร์ พัฒนาหมากฝรั่งชนิดนี้จนเป่าได้โตเป็น 2 เท่าจากเดิม และตั้งชื่อว่า "Double Bubble"