วันจันทร์ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2552
คดีดังในอดีต
สาเหตุที่ทำให้เชื่อว่าเป็นการฆาตกรรมมีข้อสังเกต 13 ประเด็น
1.รอยร้าวที่กลางกระหม่อมยาว 11 เซนติเมตร ที่เกิดจากการทุบด้วยของแข็งก่อนที่จะถูกยิงตาย ซึ่งบาดแผลดังกล่าวตรวจพบในการผ่าชันสูตรศพครั้งที่ 2
2. ตามที่จำเลยอ้างว่าขณะเกิดเหตุเดินไปชงอาหารเสริมเนสวีต้า ห่างจากจุดเกิดเหตุประมาณ 15 เมตร จำเลยได้ยินเสียงคล้ายประทัด ใช้เวลาเดินกลับมาที่จุดเกิดเหตุประมาณ 40 วินาที ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทดลองยิงปืนในห้องเพื่อจำลองภาพ ปรากฏว่าได้ยินเสียงปืนดังชัดเจน แสดงว่าจำเลยให้การไม่ตรงกับความจริง
3. พบเขม่าดินปืนที่หลังมือผู้ตายน้อยกว่าในฝ่ามือ ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่ผิดปกติ แสดงว่านายห้างทองไม่ได้กำปืนยิงตัวเอง
4. หลังนายห้างทองเสียชีวิต เขม่าปืนจะกระจายไปทั่วห้อง เมื่อตรวจคราบเขม่าที่มือจำเลย พบว่ามีจำนวนน้อยกว่าปกติ แสดงว่ามีการชำระล้างเพื่อทำลายหลักฐาน
5. เมื่อแกนสมองถูกทำลาย ปืนจะต้องล่วงลงพื้น ไม่ใช่กำปืนไว้
6. รอยคราบเลือดที่ผิดธรรมชาติ ทั้งที่ หน้าผาก ข้อพับแขนซ้าย และที่มือซ้ายของผู้ตายคล้ายกับมีคนไปสัมผัส
7. คราบเลือดที่พบบนพรมด้านซ้ายไม่สามารถระบุที่มาได้ อาจเกิดจากการที่บุคคลอื่นเข้าไปจัดศพแล้วเหยียบย่ำลงบนพรม
8. เลือดที่พบด้านซ้ายมีจำนวน 40-100 ซีซี ต้องใช้เวลาประมาณ 4-5 นาที แต่จำเลยใช้เวลาเดินไปพบศพเพียง 40 วินาที จึงไม่ตรงกับข้อเท็จจริง
9. เศษอาหารในกระเพาะอาหารของนายห้างทอง พบเพียงเศษส้มเช้ง แต่ไม่พบเศษบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป หรือชมพู่ ตามที่จำเลยอ้างว่านายห้างทองรับประทานเข้าไปก่อนเสียชีวิต
10. รอยนิ้วมือแฝงของบุคคลอื่นที่ขวดน้ำเปล่า จากการตรวจรอยนิ้วมือของพยานที่เกี่ยวข้องแล้วไม่ตรงกับใครเลย
11. พบรอยนิ้วมือของผู้ตายและจำเลยที่กระป๋องโค้กของผู้ตาย แต่น้ำในกระป๋องมีอยู่เต็ม แสดงว่ามีการสร้างหลักฐาน
12. ท่านั่งของนายห้างทองหลังถูกยิง เป็นท่าที่ผิดปกติ เอนตัวไปด้านหลัง แล้วเหยียดขาไปข้างหน้า ทั้งที่ก่อนเกิดเหตุ จำเลยเห็นนายห้างทองนั่งอยู่ในท่าปกติ
13.จำเลย (นายนพดล)อ้างว่าเปิดประตูเข้าไปในห้อง เห็นศพของนายห้างทองจึงร้องตะโกนบอกคนในบ้านว่านายห้างทองยิงตัวตาย ทั้งๆ ที่ยังไม่ได้เดินเข้าไปดูศพอย่างใกล้ชิด แล้วทราบได้อย่างไรว่านายห้างทองยิงตัวตาย
ความเป็นมาของวันแม่
สำหรับในประเทศไทยนั้นมีการจัดงานวันแม่ขึ้นเป็นครั้งแรก เมื่อวันที่ 10 มีนาคม พ.ศ.2486 ณ.สวนอัมพร โดยมีกระทรวงสาธารณสุขเป็นผู้จัดงาน แต่เนื่องจากช่วงนั้นเป็นช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 งานวันแม่ในปีต่อมาจึงต้องงดไปโดยปริยาย หลังจากผ่านพ้นวิกฤติสงครามไปแล้ว หลายหน่วยงานได้พยายามรื้อฟื้นให้มีวันแม่ขึ้นมาอีก แต่ก็ไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร และมีการเปลี่ยนกำหนดวันแม่ไปหลายครั้ง แต่กำหนดวันแม่ที่ประชาชนนิยม และเป็นที่รับรองของรัฐบาล คือวันที่ 15 เมษายน โดยเริ่มจัดมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2493 กำหนดงานวันแม่ในวันนี้ยังดำเนินต่อมาอีกหลายปี ก็ต้องมาหยุดชะงักลงอีก ด้วยเหตุผลที่ว่าสภาวัฒนธรรมแห่งชาติผู้จัดงานวันแม่ขาดผู้สนับสนุน ซึ่งก็คือกระทรวงวัฒนธรรมที่ถูกยุบไปนั่นเอง
ต่อมาสมาคมครูคาทอลิกแห่งประเทศไทย เห็นว่าควรมีการจัดงานวันแม่ต่อไป จึงได้รื้อฟื้นงานวันแม่ขึ้นมาอีก และได้กำหนดให้จัดงานวันแม่ คือวันที่ 4 ตุลาคม พ.ศ.2515 แต่จัดได้เพียงปีเดียวก็เลิกไป จนกระทั่งในปี พ.ศ.2519 คณะกรรมการอำนวยการสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์เห็นว่าควรกำหนดวันแม่ให้แน่นอนเสียที จึงได้กำหนดวันแม่ใหม ่โดยให้ถือว่าวันเสด็จพระราชสมภพของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ วันที่ 12 สิงหาคม เป็นวันแม่แห่งชาติ และ กำหนดให้ดอกมะลิเป็นดอกไม้สัญลักษณ์ของวันแม่ตั้งแต่นั้นมา
เหตุผลที่ให้ดอกมะลิ เป็นดอกไม้สัญลักษณ์ของวันแม่ ก็เนื่องจาก ดอกมะลิเป็นดอกไม้ที่มีสีขาวบริสุทธิ์ ส่งกลิ่นหอมไปไกลและหอมได้นาน อีกทั้งยังออกดอกได้ตลอดทั้งปี เปรียบได้กับความรักอันบริสุทธิ์ของแม่ที่มีต่อลูกไม่มีวันเสื่อมคลาย...
นักภาษาศาสตร์ได้ตั้งข้อสังเกตไว้ว่า คำว่า "แม่" ของทุก ๆ ภาษา มาจากการออกเสียงของเด็ก โดยคำขึ้นต้นด้วยพยัญชนะริมฝีปากคู่ (Bilabial) ได้แก่ ม , พ , ป , บ หรืออาจกล่าวได้ว่าเป็นพยัญชนะชุดแรกที่เด็กสามารถทำเสียงได้ โดยการใช้ริมฝีปากบนและล่าง ดังเช่น
ภาษาไทย แม่
ภาษาจีน ม๊ะ หรือ ม่า
ภาษาฝรั่งเศส la mere (ลา แมร์)
ภาษาอังกฤษ mom , mam
ภาษาโซ่ ม๋เปะ
ภาษามุสลิม มะ
ภาษาไทใต้คง เม
เป็นต้น
วันจันทร์ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2552
วิธีป้องกันตนเองจาก ไข้หวัดใหญ่ สายพันธ์ใหม่ ชนิด A 2009 H1N1 ที่ระบาดในประเทศเม็กซิโก
ผู้เชี่ยวชาญไข้หวัดหมู คณะสัตวแพทย์ศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ไข้หวัดหมูในเมืองไทยมีอยู่แล้ว และโชคดีที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลง แต่ไม่รุนแรงเท่ากับเม็กซิโก ประกอบกับระบบการเลี้ยงหมูของบ้านเราดีกว่า ไม่มีการเลี้ยงต่างสายพันธุ์จึงลดโอกาสผสมผสานของเชื้อได้ ประกอบกับไม่มีการทำวัคซีนหมู ส่วนไข้หวัดหมูเม็กซิโกในบ้านเรายังไม่มี ซึ่งไข้หวัดหมูเม็กซิโกเกิดจากกลายพันธุ์ที่มีการผสมผสานยีนต์ต่างๆ ซึ่งไข้หวัดหมูเม็กซิโก คาดว่าจะมีเชื้อหวัดนกและหวัดคนไปสู่หมู และจากคนสู่คน กลายเป็นคนเป็นพาหะที่เป็นจุดสำคัญ
ส่วนความต่างระหว่างไข้หวัดหมูกับไข้หวัดนกนั้น ไข้หวัดนกจะไปทุกระบบของร่างกาย แต่หวัดหมูจะไปเฉพาะทางเดินลมหายใจ เมื่อลมหายใจล้มเหลวก็ตายได้ ทั้งนี้การรับประทานเนื้อหมูไม่มีปัญหาที่น่ากลัว เพราะจะเกิดจากคนในการแพร่โรค ที่เดินทางจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง โดยเฉพาะจุดที่มีความเสี่ยง
องค์กรอนามัยโลกแนะวิธีป้องกันตนเองจาก ไข้หวัดใหญ่ สายพันธ์ใหม่ ชนิด A 2009 H1N1 ที่ระบาดในประเทศเม็กซิโก
...........................................
องค์การอนามัยโลกก็ออกมาย้ำอีกครั้งว่า การบริโภคเนื้อหมูจะไม่ทำให้เกิดการติดเชื้อ โดยระบุว่า ไวรัสดังกล่าวจะตายในอุณหภูมิ 70 องศาสเซลเซียส หากมีการปรุงสุกแล้วจะไม่มีการติดเชื้อใดๆ ขณะเดียวกันก็เสียงถามจากประชาชนมากมายถึงวิธีเบื้องต้นในการป้องกันตัวเอง ผู้เชี่ยวชาญจากศูนย์ควบคุมและป้องกันการระบาดของโรคติดต่อของสหรัฐฯหรือCDC ได้บอกวิธีง่ายๆก็คือ
1.ต้องล้างมือด้วยสบู่และน้ำอุ่นประมาณ 20 ครั้งต่อวัน เนื่องจากพบว่า การติดเชื้อร้อยละ 80 เกิดจากการสัมผัสมือ ถ้าไม่สามารถล้างมือตามปกติได้ก็ให้ใช้น้ำยาทำความสะอาดมือที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ 60%
2.สวมหน้ากากป้องกัน ทาง CDC แนะนำหน้ากากยี่ห้อ เวน วีร่า รุ่น N99 ซึ่งมีขนาดความกว้าง 100 คูณจะช่วยป้องกันได้ดีกว่า และเป้นหน้ากากที่ผลิตออกมาเพื่อป้องกันเชื้อไวรัสชนิดแรกของโลก สวมใส่ง่าย สามารถพูดและหายใจได้สะดวกและพูด ควรจะพกติดตัวกรณีต้องเดินทางไปในสถานที่ต่างๆ
3.หลีกเลี่ยงการรวมกลุ่ม แต่หากจำเป็นจะต้องไปจริงๆก็ให้ใช้เวลาให้น้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ พยายามอยู่ห่างจากบุคคลที่คาดว่าจะติดเชื้อ 6 ฟุต และสวมใส่หน้ากากตลอดเวลา
4.ตื่นเต้นและเฝ้าระวังตลอดเวลา หากรู้สึกผิดปกติเช่นมีอาการไข้หรือเป็นหวัด ให้ไปพบแพทย์ทันที เนื่องจากไข้หวัดหมู มีอาการคล้ายกับไข้หวัดปกติ
5.ตัวยาที่เชื้อไวรัสตัวนี้ตอบสนองมี 2 ชนิดคือ ทามิฟลู และ รีเลนซ่า และมีอาการดื้อต่อยาต้านไวรัสสองชนิดได้แก่ ซิมมีเทรล และ ฟลูมิดีน
วิธืทำเค้ก


ตำนานดอกกุหลาบ.....
ในสมัยราชวงศ์ฮั่นราว 5,000 ปีมาแล้ว ขณะที่อียิปต์เองก็ปลูกกุหลาบเป็นไม้ดอก ส่งไปขายให้แก่ชาวโรมัน ชาวโรมันเป็นชาติที่รักดอกกุหลาบมากถึงจะสั่งซื้อจากประเทศอียิปต์แล้ว ยังลงทุนสร้างเนอร์สเซอรี่ขนาดใหญ่สำหรับปลูกดอกกุหลาบอีกด้วย สำหรับชาวโรมันแล้วเรียกได้ว่าดอกกุหลาบมีความสำคัญกับชีวิตประจำวัน เพราะชาวโรมันถือว่าดอกกุหลาบเป็นสัญลักษณ์ของความรัก ซึ่งเป็นทั้งของขวัญ เป็นดอกไม้สำหรับทำเป็นมาลัยต้อนรับแขก เป็นดอกไม้สำหรับงานเฉลิมฉลองต่างๆ ใช้เป็นส่วนประกอบสำหรับทำขนม ทำไวน์ ส่วนน้ำมันกุหลาบยังใช้ทำเป็นยาได้อีกด้วย กุหลาบถือเป็นสัญลักษณ์แห่งความรักและความโรแมนติก ซึ่งมีบางตำนานเล่าว่า ดอกกุหลาบเป็นเสมือนเครื่องหมายแทนการกำเนิดของ เทพธิดาวีนัส ซึ่งเป็นเทพแห่งความงาม และความรัก วีนัสเป็นที่รู้จักกันในชื่อ อโฟรไดท์ ในตำนานเทพของกรีกได้กล่าวไว้ว่า น้ำตาของเธอหยดลงปะปนกับเลือดของ อคอนิส คนรักของเธอที่ถูกหมูป่าฆ่า เลือดและน้ำตาหยดลงสู่พื้นแล้วกลายเป็นดอกไม้สีแดงเข้มหรือดอกกุหลาบนั่นเอง แต่บางตำนานก็เล่าว่าดอกกุหลาบเกิดจากเลือดของ อโฟรไดท์ เองที่หยดลงสู่พื้น เมื่อเธอแทงตัวเองด้วยหนามแหลม

กุหลาบขาว กับ กุหลาบแดง สีไหนเกิดก่อน ?
มีหลายตำนานเล่าถึงการเกิดกุหลาบสีขาวและกุหลาบสีแดงไว้แตกต่างกัน ตำนานหนึ่งเล่าว่า กุหลาบขาว เกิดขึ้นก่อน กุหลาบแดง เดิมทีมีนกไนติงเกลตัวหนึ่งมาหลงรักเจ้าดอกกุหลาบขาวแสนสวย ขณะที่มันกำลังจะโอบกอดดอกกุหลาบด้วยความรักนั้นเอง หนามกุหลาบก็ทิ่มแทงที่หน้าอกของมัน หยดเลือดของเจ้านกไนติงเกลเลยทำให้ดอกกุหลาบสีขาวกลายเป็นสีแดง เลยมีดอกกุหลาบสีแดงนับแต่นั้นเป็นต้นมา ส่วนอีกตำนานหนึ่งก็เล่าว่ากุหลาบสีแดงใน สวนอีเดน เกิดจาการจุมพิตของ อีฟ เจ้าดอกกุหลาบขาวที่หญิงสาวจุมพิต เลยเกิดอาการขวยเขินจึงเปลี่ยนเป็นสีแดง นอกจากนี้ ความหมายของความรักในศาสนาคริสต์ ถือว่ากุหลาบสีขาวแทนความบริสุทธิ์ของ พระแม่มาเรีย และกุหลาบสีแดงเกิดจากหยาดพระโลหิตของ พระเยซูเจ้า เมื่อถูกสวมมงกุฎหนาม มันจึงเป็นสัญลักษณ์ของผู้ประกาศศาสนาที่พลีชีพเพื่อพระผู้เป็นเจ้า
ในวันวาเลนไทน์ ซึ่งเป็นวันแห่งความรัก ดอกกุหลาบถือเป็นสัญลักษณ์ และของกำนัลของวันนี้ ดังนั้นเวลาที่คิดจะให้ดอกกุหลาบแก่ใครสักคน เราก็น่าจะรู้ความหมายของสีอันเป็นสื่อความหมายของดอกกุหลาบไว้บ้างก็น่าจะดี ซึ่งก็จะมีความดังนี้
- สีแดง ...สื่อความหมายถึง ความรักและความปราถนา เป็นดอกไม้ของกามเทพ คิวปิด และอีรอส เป็นสิ่งนำโชคนำความรักมาให้แก่หญิงหรือชายที่ได้รับ
- สีชมพู... สื่อความหมายถึง ความรักที่มีความสุขอย่างสมบูรณ์
- สีขาว ...สื่อความหมายถึง ความมีเสน่ห์ ความบริสุทธิ์ มิตรภาพ และความสงบเงียบ และนำโชคมาให้แก่หญิงหรือชายเช่นเดียวกับกุหลาบแดง
- สีเหลือง ...สื่อความหมายถึง เราเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันเสมอนะ
- สีขาวและแดง ...สื่อความหมายถึง ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
- กุหลาบตูม ...สื่อความหมายถึง ความงามและความเยาว์วัย
วันศุกร์ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2552
มาดูสัตว์สงวนกันเถอะ
ลักษณะ
เป็นแมวป่าขนาดกลาง น้ำหนักประมาณ 4 - 5 ก.ก. อาศัยอยู่ในป่าดงดิบและป่าดิบชื้น ส่วนใหญ่มักอยู่บนต้นไม้ ชอบออกหากินในเวลากลางคืน อาหารได้แก่ แมลง งู นก หนู และลิงขนาดเล็ก
พะยูน
ลักษณะ
ไม่ใช่ปลาแต่เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดหนึ่ง ที่อาศัยอยู่ตามท้องทะเลชายฝั่ง ไม่มีครีบหลัง น้ำหนักประมาณ 300 ก.ก. อยู่รวมกันเป็นครอบครัว หลายครอบครัวจะมาหากินรวมกันเป็นฝูงใหญ่ กินพืชจำพวกหญ้าทะเลตามชายฝั่ง ออกลูกครั้งละ 1 ตัว ใช้เวลาตั้งท้องป ระมาณ 1 ปี
เก้งหม้อ
ลักษณะ
ลักษณะคล้ายเก้งธรรมดา แต่สีลำตัวคล้ำกว่า หางสั้น ด้านบนสีดำตัดกับสีขาวด้านล่างชัดเจน ชอบอาศัยอยู่เดี่ยวในป่าดงดิบตามลาดเขา จะอยู่เป็นคู่เฉพาะในฤดูผสมพันธุ์เท่านั้น ชอบกินใบไม้ ใบหญ้าและผลไม้ ออกลูกครั้งละ 1 ตัว ตั้งท้องนาน 6 เดือน
นกกระเรียน
ลักษณะ
เป็นนกขนาดใหญ่ที่เคยพบตามท้องทุ่งที่ชื้นแฉะ และหนอง บึง เมื่อยืนมีความสูงราว 150 ซ.ม. ออกหากินเป็นคู่และกลุ่มครอบครัว และจะจับคู่อยู่ด้วยกันตลอดชีวิต มีความผูกพันกับคู่สูงมาก ชอบกินแมลง สัตว์เลื้อยคลาน สัตว์น้ำ เมล็ดข้าว และหญ้าอ่อน วางไข ่ครั้งละ 2 ฟอง
เลียงผา
ลักษณะ
เป็นสัตว์กีบคู่มีเขาจำพวกแพะ ความสูงที่ไหล่ 85 - 94 ซ.ม. หนักประมาณ 85 - 140 ก.ก. อาศัยอยู่ตามภูเขาที่มีหน้าผา หรือถ้ำตื้น ว่องไวและปราดเปรียวมาก สามารถว่ายน้ำข้ามระหว่างเกาะ และแผ่นดินได้ มีประสาทตา หู และรับกลิ่นได้ดีมาก ชอบกินพืชต่างๆ ออ กลูกครั้งละ 1 ตัว ตั้งท้องนาน 7 - 8 เดือน
กวางผา
ลักษณะ
มีลักษณะคล้ายแพะ ความสูงที่ไหล่ 50 - 70 ซ.ม. หนักประมาณ 22 - 32 ก.ก. มีขาที่แข็งแรง สามารถกระโดดตามชะง่อนผาได้อย่างว่องไว พบตามยอดเขาสูงชันจากระดับน้ำทะเลมากกว่า 1,000 เมตร ซึ่งมีอากาศหนาวเย็นเกือบตลอดปี อาหารได้แก่ พืชตามสันเขาและหน้าผาหิน ออกลูกครั้งละ 1 ตัว ตั้งท้องนาน 6 - 8 เดือน มีอายุประมาณ 8 - 10 ปี
ละองหรือละมั่ง
ลักษณะ
ความสูงที่ไหล่ 1.2 - 1.3 เมตร หนักประมาณ 95 - 150 ก.ก. ชอบอยู่รวมกันเป็นฝูง เล็ก ๆ ออกหากินทั้งในเวลากลางวันและกลางคืน กินใบหญ้าใบไม้และผลไม้เป็นอาหาร ออกลูกครั้งละ 1 ตัว ตั้งท้องนานประมาณ 7 - 8 เดือน
สมัน
ลักษณะ
เป็นกวางขนาดกลาง และได้ชื่อว่ามีเขาสวยงามที่สุด ความสูงที่ไหล่ 1 เมตร การแตกแขนงของเขา แขนงทั้ง 2 จะทำมุมแยกออกไปเท่ากับลำกิ่งเดิม คล้ายสุ่ม ชาวบ้านจึงเรียกว่า "กวางเขาสุ่ม" ชอบอยู่รวมกันเป็นฝูงเล็ก ๆ และอยู่เฉพาะในทุ่งโล่ง ไม่อยู่ตามป่าทึบ เพราะเขาจะเกี่ยวพันเถาวัลย์ได้ง่าย ชอบกินยอดหญ้าอ่อน ผลไม้และใบไม้
กูปรี
ลักษณะ
เป็นสัตว์ป่าตระกูลเดียวกับกระทิงและวัวแดง ความสูงที่ไหล่ 1.7 - 1.9 เมตร หนักประมาณ 700 - 900 ก.ก. อยู่รวมกันเป็นฝูง 2 - 20 ตัว มีนิสัยปราดเปรียว ตัวเมียจะเป็นตัวนำฝูงหากินและหลบหนีศัตรู ตัวผู้ตัวใหญ่ที่สุดจะเป็นจ่าฝูง ชอบกินหญ้า ใบไม้ และดินโป ่งเป็น ครั้งคราว ออกลูกครั้งละ 1 ตัว ตั้งท้องนาน 9 - 10 เดือน
ควายป่า
ลักษณะ
รูปร่างปราดเปรียวและขนาดลำตัวใหญ่กว่าควายบ้าน ความสูงที่ไหล่ 1.6 - 1.9 เมตร หนักประมาณ 800 - 1,200 ก.ก. ชอบนอนแช่ปลักให้ดินโคลนพอกลำตัว เพื่อป้องกันแมลงรบกวน มีนิสัยชอบอยู่เป็นฝูง จะดุร้ายมากถ้าบาดเจ็บ กินใบไม้ หญ้า และหน่อไม้ ออกลูกครั้งละ 1 ตัว ตั้งท้องประมาณ 10 เดือน
แรด
ลักษณะ
เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ความสูงที่ไหล่ 1.60 - 1.75 เมตร น้ำหนัก 1,500 - 2,000 ก.ก. ชอบนอนในปลักโคลนตมหนองน้ำ เพื่อไม่ให้หนังแตกและถูกแมลงรบกวน มีสายตาไม่ค่อยดีนัก แต่มีประสาทสัมผัสในการรับกลิ่นดีมาก ชอบกินยอดไม้ ใบไม้ และผลไม้ ออกลูกครั้งล ะ 1 ตัว ตั้งท้องนานประมาณ 16 เดือน มีอายุยืนประมาณ 50 ปี
กระซู่
ลักษณะ
จัดเป็นแรดที่พันธุ์เล็กที่สุด ความสูงที่ไหล่ 1 - 1.4 เมตร น้ำหนัก 900 - 1,000 ก.ก. มี 2 นอ ปีนเขาได้เก่ง มีประสาทในการรับกลิ่นดีมาก เมื่อพบสิ่งกีดขวางจะไม่ข้าม และมักใช้หัวดันให้พ้นทางเดิน ชอบกินกิ่งไม้ ใบไม้และผลไม้ ออกลูกครั้งละ 1 ตัว ตั้งท้องนาน 7 - 8 เดือน
สมเสร็จ
ลักษณะ
มีประสาทสัมผัสทางกลิ่นและเสียงดีมาก ชอบออกหากินในเวลากลางคืน มักมุดหากินตามที่รกทึบ ออกลูกครั้งละ 1 ตัว ตั้งท้องนาน 13 เดือน
นกแต้วแล้วท้องดำ
ลักษณะ
ขนาดลำตัวยาว 21 ซ.ม. ชอบทำรังบนกอระกำและกอหวาย ซึ่งมีหนามแหลม ใกล้ลำธารเล็ก ๆ เพื่อสะดวกต่อการหาอาหาร กินไส้เดือน ตัวอ่อนด้วง ปลวก จิ้งหรีด ตั๊กแตน หอยทาก และกบ เมื่อตกใจหรือมีอันตรายจะร้อง "แต้ว...แต้ว..." เพื่อเป็นสัญญาณเตือนนก ตัวอื่น วางไข่คราวละ 3 - 4 ฟอง
นกเจ้าฟ้าหญิงสิรินธร
ลักษณะ
นกนางแอ่นชนิดลำตัวยาว 15 ซ.ม. พบครั้งแรกในประเทศไทย ปี 2511 ในบริเวณ บึงบอระเพ็ด จังหวัดนครสวรรค์ จะเกาะนอนอยู่ในฝูงนกนางแอ่นชนิดอื่น ๆ ตามใบอ้อ และ ใบสนุ่น โฉบจับแมลงเป็นอาหาร
วันจันทร์ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2552
ภูมิประเทศ
ประเทศฝรั่งเศสภาคพื้นทวีปยุโรปยังมีแม่น้ำต่างๆ ที่สำคัญอีกมากมาย เช่น แม่น้ำลัวร์ แม่น้ำการอนน์ แม่น้ำแซนและแม่น้ำโรนซึ่งแบ่งที่ราบสูงมาสซิฟ ซองตราลออกจากเทือกเขาแอลป์อีกด้วย โดยไหลลงทะเลเมดิเตอร์เรเนียนที่กามาร์ก ซึ่งเป็นจุดที่ต่ำที่สุดในประเทศฝรั่งเศส (2 เมตร หรือ 6.5 ฟุต จากระดับน้ำทะเล) และยังมีกอร์ส (คอร์ซิกา) ตั้งอยู่บนชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียน
พื้นที่ของประเทศฝรั่งเศส รวมทั้งจังหวัดและดินแดนโพ้นทะเล (ไม่รวมดินแดนอาเดลี) คือ 674,843 ตารางกิโลเมตร (260,558 ตารางไมล์) นับเป็น 0.45% ของพื้นแผ่นดินโลกทั้งหมด แต่อย่างไรก็ตามประเทศฝรั่งเศสครอบครองพื้นที่เขตเศรษฐกิจจำเพาะเป็นอันดับสองของโลก ด้วยเนื้อที่ 11,035,000 ตารางกิโลเมตร (4,260,000 ตารางไมล์) นับเป็น 8% ของพื้นที่เขตเศรษฐกิจจำเพาะทั้งหมดในโลก ตามหลังสหรัฐอเมริกา ไปเพียง 316,000 ตารางกิโลเมตร และนำประเทศออสเตรเลียกว่า 2,886,750 ตารางกิโลเมตร
แผนที่ดินแดนของฝรั่งเศสประเทศฝรั่งเศสภาคพื้นทวีปยุโรปตั้งอยู่ระหว่าง 41° and 50° เหนือ บนขอบทวีปยุโรปตะวันตกและตั้งอยู่ในภูมิอากาศเขตอบอุ่นเหนือ ทางภาคเหนือและตะวันตกเฉียงเหนือมีสภาพภูมิอากาศเขตอบอุ่น แต่กระนั้นภูมิประเทศและทะเลก็มีอิทธิพลต่อภูมิอากาศเหมือนกัน ละติจูด ลองจิจูดและความสูงเหนือระดับน้ำทะเลทำให้ประเทศฝรั่งเศสมีภูมิอากาศแบบคละอีกด้วย ทางภาคตะวันออกเฉียงใต้มีสภาพภูมิอากาศแบบเมดิเตอร์เรเนียน ภาคตะวันตกส่วนมากจะมีปริมาณน้ำฝนสูง ฤดูหนาวไม่มากและฤดูร้อนเย็นสบาย ภายในประเทศภูมิอากาศจะเปลี่ยนไปทางภาคพื้นทวีปยุโรป อากาศร้อน มีมรสุมในฤดูร้อน ฤดูหนาวหนาวกว่าเดิมและมีฝนตกน้อย ส่วนภูมิอากาศเทือกเขาแอลป์และแถบบริเวณเทือกเขาอื่นๆ ส่วนมากมักจะมีภูมิอากาศแถบเทือกเขา ด้วยอุณหภูมิต่ำกว่าจุดเยือกแข็งกว่า 150 วันต่อปีและปกคลุมด้วยหิมะกว่า 6เดือน
****************************************
วัฒนธรรม
ชาวฝรั่งเศสมีวัฒนธรรมการนอนกลางวัน จึงส่งผลให้ประเทศอาณานิคมของฝรั่งเศสชอบนอนกลางวันตามไปด้วย อย่างไรก็ตามในส่วนลึกของวัฒนธรรม คล้ายคลึงกับของอังกฤษและอิตาลีอยู่แล้ว ไม่สามารถแบ่งได้ชัดเจนเด่นชัด เช่น การจับมือ ภาษา เป็นต้น
